
สวิฟท์ อรุณรุ่ง ของ ซูซูกิ
ซูซูกิ เดินหน้าสร้างฐานการตลาด นำเข้า ซูซูกิ สวิฟท์ รถยนต์ขนาดเล็กราคาประหยัด
ซูซูกิ เดินหน้าสร้างฐานการตลาด นำเข้า ซูซูกิ สวิฟท์ รถยนต์ขนาดเล็กราคาประหยัด
โดย...นิธิ ท้วมประถม
ซูซูกิ ชื่อนี้ เป็นที่รู้จักกันดีของแฟนๆ รถยนต์เมืองไทย เพราะซูซูกิ เอง สร้างชื่อเสียงไว้มากมายกับรถยนต์หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ซูซูกิ คาร์ริเบียน สุดยอดรถออฟโรด ขนาดเล็ก แต่คุณภาพคับแก้ว ซูซูกิ วีทาร่า รถเอสยูวี สไตล์ดุดัน ไม่คุณหนู เหมือนกับ ฮอนด้า ซีอาร์วี ,ซูซูกิ เอพีวี รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่มีเครื่องยนต์แค่ 1,600 ซีซี และซูซูกิ แครี่ รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก 2 ประตู ขนาดเล็ก ที่ยังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน และด้วยกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนไป ทำให้ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น กระโดดเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยตัวเอง แทนที่ กลุ่มพรประภา ที่ผลิต และจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ในประเทศไทยมานานหลายสิบปี ต้องกลับกลายสภาพบทบาทเหลือเพียง ดีลเลอร์ขนาดใหญ่ เท่านั้น
บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล ประเทศไทย หรือ SSA คือ ชื่อของ บริษัทที่รับผิดชอบ การทำตลาดและจำหน่าย รถยนต์ซูซูกิ ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการโดยมีบริษัทแม่ คือซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ยืนเป็นกำแพงคอยระวังหลังในทุกรูปแบบ
นั่นหมายความว่านับแต่นี้ไป ซูซูกิ ต้องการเดินหน้าในตลาดประเทศไทยอย่างเต็มที่ และสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การลงทุนกว่า 7,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเพื่อผลิตรถในโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรือ อีโคคาร์ ในปี 2555 ผ่าน บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย หรือ SAMT และก่อนที่ จะเปิดตัวซูซูกิ อีโคคาร์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ช่วงนี้ ซูซูกิ ก็จำเป็นต้องสร้างฐานทางการตลาด ปูทางไว้รองรับ อีโคคาร์ในอนาคต ด้วยรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ “น่าจะ” สร้างตลาด ได้ง่ายและเร็วที่สุด ทำให้ซูซูกิ ตัดสินใจนำเข้า ซูซูกิ สวิฟท์ รถยนต์ซับคอมแพค เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี จากประเทศอินโดนีเซียโดยอาศัยเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า โดยเสียภาษีนำเข้า 0%
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้ ซูซูกิ สวิฟท์ กลายเป็นที่จับจ้องของ ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอื่นๆ แบบตาไม่กระพริบ เพราะรูปร่างหน้าตา ออปชั่น ของซูซูกิ สวิฟท์ นั้นถือว่า โดดเด่น กว่าคู่แข่งก็ว่าได้ ค่อยๆ ตามมาดูกันเลยครับว่า จุดเด่น และ จุดด้อยของ ซูซูกิ สวิฟท์ นั้น พอที่จะทำให้ท่านผู้อ่านตัดสินใจอะไรได้บ้าง
เริ่มจากรูปร่างหน้าตาของ ซูซูกิ สวิฟท์ ที่ออกมาในลักษณะเป็นรูปกล่อง แต่เป็นกล่องที่ “ดูดี” ใช้ได้ครับ ดูน่ารักดี กับด้านหน้าช่วงสั้นๆ ส่วนด้านหลังตัดๆ ตามสไตล์รถฮัทช์แบค หรือ 5 ประตู ถือว่า รูปร่างหน้าตาของ สวิฟท์ นั้นไม่หวือหวา เหมือนกับคู่แข่ง อย่าง ฮอนด้า แจ๊ส และ โตโยต้า ยาริส แต่ก็ลงตัวไปอีกแบบครับ ดูเรียบๆ ดี เดินดูรอบๆ รถเห็นตัวอักษรสีเงิน VVT ติดไว้ที่ด้านข้างตัวรถ นั่นหมายความว่า เจ้าซูซูกิ สวิฟท์ ตัวนี้ใช้เทคโนโลยีVariable Valve Timing อะฮ้า... ทันสมัยไม่ด้อยไปกว่าคู่แข่ง
จะเข้าไปในตัวรถไม่ต้องกดรีโมทให้เสียเวลา เพราะ wave key ที่เพียงแค่พกรีโมทรถยนต์ไว้ แล้วกดปุ่มเล็กๆ ที่ด้านจับประตู ล็อครถก็จะปลดทันที แต่จะปลดเฉพาะประตูด้านคนขับนะครับ แต่หากต้องการให้ปลดล็อกประตูทุกบานต้องกดปุ่ม 2 ครั้งครับ ซึ่งถือว่าสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่อย่างมาก หากต้องกลับขึ้นรถคนเดียว ในลานจอดรถมืดๆ หรือในที่เปลี่ยว ถ้าปลดล็อกประตูทีเดียวทั้ง 4 บานละก็ อันตรายครับ
เปิดประตูได้แล้วขึ้นรถเข้ามานั่งประจำที่คนขับ บิดก้านควบคุมการสตาร์ทได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจ ก็ถือว่าเป็นความสะดวกอย่างหนึ่งครับ และเป็นออปชั่น ที่น่าสนใจทีเดียว กวาดสายตาไปทั่วๆ คอนโซล และภายในของ สวิฟท์ แบบเต็มๆ ตาเสียหน่อย ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าไม่ขี่เหร่ เลยสำหรับรถที่มาจากแดนอิเหนาคันนี้ เบาะนั่งที่แม้ว่าจะไม่หนานุ่มเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่ากระชับตัวใช้ได้ พวงมาลัยหุ้มหนัง พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่น ที่ควบคุมเครื่องเสียงได้อย่างครบถ้วน ส่วนมาตรวัดก็กระจ่างตาดีครับ ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก เบือนหน้าไปทางขวา ดูระบบเครื่องเสียง ก็พบว่า รูปร่างหน้าตาเฉี่ยวนิดๆ สามารถเล่นไฟล์เพลง mp3 และ wma ได้อย่างสบายใจ แต่ผมยังไม่เห็นช่อง AUX สำหรับเชื่อมต่อเครื่องเล่น mp3 อื่นๆ นะครับ
อ่ะ แต่เมื่อมองไปด้านบนของคอนโซลกลาง ก็เห็นจอ แอลซีดี เป็นแนวขวางเล็กๆ ที่เป็นมาตรบอกอุณหภูมิภายนอก เวลา และที่สำคัญคือ มีตัวเลขบอัตราการสิ้นเปลืองแบบเป็นตัวเลขให้เห็นด้วยแจ่มครับ เหลือบมองด้านล่างคอนโซลกลาง เห็นระบบปรับอากาศก็ต้องสะดุดตา กับระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ซึ่งถือว่าแจ่มครับเพราะระบบนี้ คู่แข่งไม่มีแน่ๆ สวิฟท์ เด่นขึ้นมาอีกจุดหนึ่งแล้ว ออปชั่น น่ากลัวจริงๆ
สตาร์ทรถเรียบร้อย เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์มาเป็นเกียร์ D เครื่องยนต์รหัส M15A แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 133 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแน่นอนใช้ เทคโนโลยี Variable Valve Timing (VVT) กดคันเร่งลงไป เจ้าสวิฟท์ พุ่งปรู๊ดออกไปทันที ไม่อืดอาดให้หงุดหงิดใจ เรียกว่ากดคันเร่งเรียกอัตราเร่งได้ตามใจที่ต้องการ
ยิ่งขับในเมืองอัตราเร่งของ สวิฟท์ ยิ่งแสดงจุดเด่นออกมาได้ดีใช้ได้ทีเดียว แม้ว่าอัตราเร่งในช่วงความเร็วต่ำถีงปานกลาง จะต้องกระแทกคันเร่งหนักหน่อย แต่ในความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วต้องการเร่งแซงนั้นทำได้ดีมากๆ ครับ หลังติดเบาะได้ในระดับหนึ่ง
บอกได้เลยว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ขับในเมืองได้สนุกมากคันหนึ่งครับ กดเป็นแซง อย่างนี้ผมชอบ แต่หากขับแบบปกติชิลด์ ชิลด์ ก็ไปเรื่อยๆ ดีครับ มองมาตรวัดอัตราสิ้นเปลือง ก็ต้องกระพริบตาหน่อย เพราะตอนวิ่งอยู่ที่ความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแบบเท้านิ่งๆ ตัวเลขปรากฏอยู่ที่ 14.5 กิโลลิตร ว้าววววว
แต่น่าเสียดาย ที่น้ำมันที่ใช้นั้น สวิฟท์ สามารถรองรับน้ำมันได้แค่ อี10 เท่านั้น ไม่สามารถเติม อี20 ได้ ซึ่งหากผมมีโอกาส อีกครั้งจะลองเติมแก๊สโซฮอล์ 91 กับซูซูกิ สวิฟท์ คันนี้ดูเสียหน่อย ดูสิว่าตัวเลขอัตราการสิ้นเปลืองจะเหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะตัวเลขที่ปรากฏอยู่นั้น เป็นการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ครับ ถ้าตัวเลขเหมือนกันละก็ ขอยืนและปรบมือให้เลย
เรื่องเครื่องยนต์ผ่านไปแล้ว หันมาดูที่ระบบช่วงล่างเสียหน่อย ช่วงล่างของ สวิฟท์ นั้นเกาะถนนดีใช้ได้ครับ หนึบพอสมควร ยิ่งเป็นรถท้ายสั้นอย่างนี้ด้วยแล้ว ยิ่งเกาะถนนไปใหญ่ เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงก็ไว้ใจได้ครับ แต่อย่าลืมว่ารถเล็กๆ อย่างนี้ก็ไม่สมควรจะขับเร็วเท่าไหร่นัก แม้ว่าผมจะทำความเร็วได้มากกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก็ไม่แนะนำให้ท่านผู้อ่านใช้ความเร็วในขนาดนี้ครับ
การทรงตัวในระดับความเร็ว 120 กิโลเมตร ถือว่านิ่งใช้ได้ รวมไปถึงการเข้าโค้ง ยังทำได้แม่นยำ แต่หากเป็นความเร็วที่สูงมากกว่านี้แล้ว ต้องอาศัยความระมัดระวังหน่อยครับ
ช่วงล่างของ สวิฟท์ นั้นออกจากกระด้างหน่อยๆ ครับ ไม่ค่อยจะนุ่มนวล น่าจะทำให้ผู้โดยสารหัวสั่นหัวคลอนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก วงเลี้ยว แคบดี ครับกลับรถในถนนแคบๆ ได้สบาย แถมเข้าจอดง่ายอีกด้วย ก็ขนาดตัวรถสั้นกว่า ฮอนด้า แจ๊ส พอควร ดังนั้นการหาที่จอดรถย่านใจกลางเมือง ไม่ลำบากอย่างที่คิด
แต่ที่น่าจะลำบาก คือพื้นที่โดยสารช่วงหลังที่ค่อนข้างจะแคบ และน่าอึดอัดไม่น้อย รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังที่แคบเลยครับ แคบแบบน่าเกลียดไปหน่อย และเป็นจุดด้อยหลักของ สวิฟท์ เลยก็ว่าได้ แม้ว่าเบาะหลังจะพับราบไปเพื่อขยายพื้นที่เก็บสัมภาระได้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร หากมีผู้โดยสารหลังนั่งอยู่ ระบบความปลอดภัย สวิฟท์ สมน้ำสมเนื้อกับรถเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ไม่ว่าจะเป็น คานกันกระแทกด้านข้าง ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก (ABS) ทั้ง 4 ล้อ และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมระบบช่วยเบรก ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (SRS) และระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
จะว่าไปแล้ว ทั้งหมดนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ ราคาที่ไม่น่าเชื่อว่า ซูซูกิ จะทำได้คือ รุ่น GA เกียร์อัตโนมัติ ราคา 599,000 บาท และ รุ่น GL เกียร์อัตโนมัติ ราคา 649,000 บาท(มีถุงลมนิรภัยและABS) เห็นราคา เมื่อเทียบกับสมรรถนะ และออปชั่นแล้ว บอกได้เลยว่า อรุณรุ่งของ ซูซูกิ มาถึงแล้วครับ !!!







