
ไทยพาณิชย์สามัคคีหวังโต10%
โพสต์ทูเดย์
— ไทยพาณิชย์สามัคคีตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปี 2553 เพิ่มขึ้น 10% เป็น 3,100 ล้านบาทนายจิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย เปิดเผยว่า ปี 2553 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวม 3,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เน้นเพิ่มฐานลูกค้าทั่วไปให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนเบี้ยประกันให้ขึ้นมาอยู่ในระดับ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40% โดยอีก 60% มาจากการขายผ่านธนาคารไทยพาณิชย์
“
เราต้องขยายตลาดของตัวเองให้มากกว่าเดิม เพื่อสร้างความสมดุลทางช่องทางของรายได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีกำไรด้วย ซึ่งฐานลูกค้านอกเครือแบงก์จะได้งานประกันรถยนต์ที่ความเสี่ยงสูง กำไรต่ำ จึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงในการพิจารณาความเสี่ยง ทำให้ขยายฐานลูกค้าได้ไม่มาก แต่ก็ต้องทำ” นายจิรวุฒิ กล่าวนายจิรวุฒิ กล่าวว่า ปี 2552 บริษัทมีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาท ส่วนใหญ่กำไรจากการลงทุน และกำไรจากการรับประกันภัยจากฐานลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 จะพยายามเพิ่มกำไรจากการรับประกันภัยลูกค้าทั่วไปที่บริษัทหาเอง โดยการคัดประวัติลูกค้าอย่างเข้มงวด และคัดงานบริษัทนายหน้าเป็นรายๆ ไป เช่น หากบริษัทนายหน้าประกันภัยที่ส่งลูกค้าให้บริษัทแล้ว 70% ของลูกค้าที่ส่งมาขาดทุน บริษัทจำเป็นต้องตัดใจเลิกรับงานจากบริษัทนายหน้ารายดังกล่าว
“
ปีนี้เราจะลดอัตราความเสียหายหรือสินไหมทดแทนลงให้เหลือ 46% จากปี 2552 ที่มีอัตราความเสียหายอยู่ที่ 47.4% ซึ่งเป็นผลมาจากประกันภัยรถยนต์เป็นส่วนใหญ่” นายจิรวุฒิ กล่าวนายจิรวุฒิ เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยรากหญ้า หรือ ไมโครอินชัวรันส์ ถึงความคุ้มค่าในการรับประกันภัย โดยไม่เน้นเรื่องกำไรมาก เพราะเชื่อว่าตลาดนี้ทำกำไรได้ยาก แต่จะเน้นว่าไม่ขาดทุน เพราะบางครั้งก็ต้องทำธุรกิจเพื่อสังคมด้วย แต่บริษัทต้องอยู่ได้ไม่ขาดทุน ซึ่งประกันรากหญ้านี้เคยมีประสบการณ์ในอดีตมาแล้วจากประกันอุบัติเหตุเอื้ออาทร ที่ขาดทุนตั้งแต่ปีแรก เนื่องจากไม่มีการคัดเลือกความเสี่ยง และคนที่เข้ามาทำประกันเกือบทุกคนเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
"เช่นตั้งเป้าหมายว่าจะมีคน 2 ล้านคน ทำประกันรากหญ้า แต่มีคนซื้อประกันแค่ 2 แสนคน และ คนที่ซื้อประกันนี้รู้อยู่แล้วว่าจะต้องได้เคลมประกันแน่ๆ ถึงมาซื้อ อย่างนี้บริษัทประกันก็อยู่ไม่ได้"นายจิรวุฒิ กล่าว
สำหรับปี 2552 บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย มีเบี้ยรับรวม 2,863 ล้านบาท ลดลง 13% ซึ่งเป็นผลจากการคัดเลือกลูกค้าประกันภัยรถยนต์อย่างเข้มงวด ทำให้ลูกค้าหันไปทำประกันภัยกับบริษัทอื่น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวทำให้ธุรกิจประกันภัยได้รับผลกระทบ







