
สินเชื่อที่อยู่อาศัยปี’53...ทิศทางสดใส
....ชาติชาย พยุหนาวีชัย
จากการที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวเป็นลำดับมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2552 และเป็นที่คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 3.04.0% จากที่หดตัว 2.6% ในปี 2552การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงการดำเนินนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลน่าจะมีผลต่อเนื่องไปสู่การกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นน่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งความมั่นใจต่อรายได้ และการมีงานทำให้ปรับตัวดีขึ้นและเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเริ่มตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างมาก
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นแรงหนุนที่สำคัญต่อกิจกรรมการผลิตและการส่งออกในภาคอุตสาหกรรมหลักของไทย รวมทั้งส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นก็จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของภาคการเกษตร
ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากภายในประเทศที่สำคัญ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นโครงการลงทุนระยะปานกลางที่จะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2555
นอกเหนือจากนี้ ยังมีข่าวดีที่คาดว่า GDP ในไตรมาสแรกจะโตเกินกว่า 6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เนื่องจากไตรมาส 1/2552 เป็นช่วงต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจถดถอยของไทยในรอบที่เพิ่งผ่านมา ซึ่ง GDP หดตัวลงถึง 7.1%
แต่หากย้อนดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2552 ก็คงจะสะท้อนนัยว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวได้ค่อนข้างแข็งแกร่ง
นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2553 นี้แล้ว ยังมีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีปัจจัยบวกเฉพาะทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต อาทิ การเร่งซื้อที่อยู่อาศัยก่อนมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดในวันที่ 28 มี.ค. 2553
โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยน่าจะมีความคึกคัก เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มที่มีความพร้อมในการซื้อที่อยู่อาศัยน่าจะเร่งการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้
เนื่องจากมาตรการดังกล่าวช่วยให้ผู้ซื้อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยลงได้มาก ซึ่งประกอบด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิมอยู่ที่ 2.0% ของราคาประเมินของทางราชการเหลือ 0.01% และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1.0% ของวงเงินกู้ 0.01%
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังทรงตัวในระดับต่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ทำให้สถาบันการเงินอาจนำประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาเป็นจุดขายกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ซื้อ ซึ่งน่าจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนต่อการเติบโตของสินเชื่อ
รวมถึงแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้สถาบันการเงินยังคงต้องออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อจูงใจผู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้เลือกใช้สถาบันการเงินของตนเอง ซึ่งดูได้จากงานบูธแฟร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน Money Expo ที่พัทยาและงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 21 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ก็ยังเห็นการเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% 3 เดือน 6 เดือนอยู่เลย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2553 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายในหลายด้าน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้นขาดความต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยได้
จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ ทางผมและศูนย์วิจัยกสิกรไทย ค่อนข้างมีความมั่นใจว่า ยอดคงค้างสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบในปี 2553 นี้น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8.09.0% หรือมีมูลค่าประมาณ 1.8771.894 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัว 7.7% ในปี 2552
ผมเชื่อว่าการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยก็หมายถึงการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงแรงงาน วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ก็คงจะได้รับอานิสงส์ไปด้วยเช่นกัน
ก็หวังว่าเศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืนเสียที หากไม่สะดุดขาตัวเองล้มลงอีก...







