posttoday
ย้อยรอย..ค่าโง่คลังควักพันล้านจ่ายบีทีเอส

ย้อยรอย..ค่าโง่คลังควักพันล้านจ่ายบีทีเอส

24 พฤศจิกายน 2554

ฮือฮากันลั่นทุ่งไปแล้วกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา

ฮือฮากันลั่นทุ่งไปแล้วกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา

ที่เห็นชอบให้กรมธนารักษ์ควักเงินรายได้ของตัวเอง “จ่ายค่าโง่” ชำระหนี้ให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) หรือบีทีเอส จำนวน 1,097 ล้านบาท แทนที่จะมาของบกลางจากรัฐบาลไปจ่ายชดเชยให้กับเอกชน

เงินชดเชยดังกล่าวจำแนกเป็นเงินต้นราว 648 ล้านบาท บวกกับดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% บวกลบคูณหารแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยนับถัดจากวันผิดนัดถึงวันฟ้องกว่า 408 ล้านบาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

นั่นหมายความว่า ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึงวันละราว 1.24 ล้านบาท

โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมธนารักษ์และกระทรวงการคลังชำระเงินให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันที่ 15 ก.ย. 2554 ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2554 มาแล้ว

ถือว่าก้อนมหึมาทีเดียวที่หน่วยงานรัฐต้องจ่ายตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อจ่ายค่าเสียหายกรณีบีทีเอสได้ก่อสร้างฐานรากมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานีขนส่งและพื้นที่ธุรกิจอื่นตามสัญญา แต่กรมธนารักษ์ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับเอกชนได้

ย้อยรอย..ค่าโง่คลังควักพันล้านจ่ายบีทีเอส

 

นี่อาจจะเป็นรอยด่างครั้งสำคัญอีกรอบของหน่วยงานของรัฐที่ต้องจ่ายชดเชยให้กับเอกชน เป็นค่าโง่อีกบทหนึ่งที่ข้าราชการพึงจดจำ

ย้อนกลับไปประมาณปี 2537-2538 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครกับ BTSC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บีทีเอส หรือ BTS ซึ่ง กทม.ต้องจัดหาที่ดินบริเวณสวนลุมพินีให้ BTSC เพื่อใช้เป็นอู่จอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า

แต่พื้นที่บริเวณสวนลุมพินีมีปัญหาการต่อต้านจากมวลชน จึงขอใช้ที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตแทน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของกรมการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ เมื่อมีการตกลงใช้ที่ราชพัสดุร่วมกันแล้ว กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลหาผู้ลงทุนพัฒนาที่ดิน

ปรากฏว่า บริษัท ซันเอสเตท ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท บางกอกเทอร์มินอล (BKT) เป็นผู้ประมูลได้ และเมื่อ BTSC ก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่หมอชิตเสร็จแล้ว พร้อมทั้งสร้างฐานรากเผื่อให้กับ BKT เพื่อรองรับอาคารที่จะสร้างเป็นศูนย์การค้า โรงแรมเหนือโรงจอดรถไฟฟ้า ปรากฏว่าในห้วงที่ผ่านมา BKT จ่ายค่าฐานรากให้กรมธนารักษ์เพื่อไปมอบให้ BTSC เพียงบางส่วนแค่ 159 ล้านบาทเท่านั้น

เนื่องจากเกิดปัญหาการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณหมอชิตดังกล่าว ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ทำให้เรื่องค้างอยู่และมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น กระทั่งศาลตัดสินใจในที่สุด

เพราะคำทักท้วงของกฤษฎีกาดังกล่าว ทำให้สัญญาของกรมธนารักษ์กับ BKT จึงมิชอบด้วยกฎหมาย

BKT จึงไม่สามารถจ่ายค่าฐานรากให้บริษัท บีทีเอส ได้

บริษัท บีทีเอส จึงเป็นโจทก์ฟ้อง BKT กระทรวงการคลังและกรมธนารักษ์ให้ร่วมกันจ่ายชดเชยค่าฐานราก

ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ที่สมควรจ่ายค่าฐานรากให้บริษัท บีทีเอส คือ กรมธนารักษ์ เพราะกรมธนารักษ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้บริษัท บีทีเอส ได้ตามสัญญา

นั่นหมายความว่า กรมธนารักษ์เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ดันเอากระดูกมาแขวนคอ

ประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป คือ กรมธนารักษ์จะจ่ายเงินหรือไม่ ถ้าจ่ายจะจ่ายอย่างไร ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

หากพิจารณาจากมติ ครม.ที่สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรมธนารักษ์ ที่นำไปสู่การถูกฟ้องร้องและทำให้รัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าว

ครม.มอบอำนาจให้คณะกรรมการสอบสวนศึกษาว่า เหตุใด ผู้ใด ข้าราชการ หรือเอกชนหน่วยงานใด ที่ทำให้เกิดความเสียหาย และนำไปสู่กรณีที่รัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย

หากให้จับคำพูดของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ชี้ถึงมติ ครม.ว่าการสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรมธนารักษ์ ที่นำไปสู่การถูกฟ้องร้องและทำให้รัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอะไร มีตัวละครคือข้าราชการ หรือเอกชนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนทำให้เกิดความเสียหายบ้าง

หนังใหญ่เรื่องที่ราชพัสดุหมอชิต น่าจะกลายเป็นมหากาพย์ขั้นเทพของตำนานการทุจริต ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐอย่างกรมธนารักษ์ต้องแพ้คดีและจ่ายค่าโง่แบบฟรีๆ หรือไม่นั้น ยังรอการพิสูจน์อย่างเข้มข้นหลังจากนี้!

ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการขุดคุ้ยคดีของอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาจากรัฐบาล ชวน หลีกภัย ซึ่งขณะนั้นมี ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็น รมว.คลัง ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทุจริต และกระทำผิดวินัย ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ โดยเรียกรับสินบน 30 ล้านบาท จากบริษัท ซันเอสเตท ผู้ชนะการประมูลโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุตลาดหมอชิต มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2538 และถูกให้ออกจากราชการในปี 2543

จนในที่สุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้กล่าวโทษอดีตอธิบดีฐานร่ำรวยผิดปกติโดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 93 ล้านบาท 3 รายการ คือ 1.รับเงินเป็นเช็ค 6 ฉบับ รวม 30 ล้านบาท จากบริษัท ซันเอสเตท ที่ได้รับอนุมัติให้ทำสัญญาพัฒนาที่ราชพัสดุตลาดหมอชิต

2.ได้รับเงิน 14 ล้านบาท ซึ่งอ้างว่าได้มาจากการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่ภายหลังไม่มีการซื้อขายที่ดินตามที่กล่าวอ้าง

3.มีเงินฝากในสถาบันการเงิน 49 ล้านบาท ที่ไม่อาจชี้แจงได้ว่า ทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบอย่างใด

แม้เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2544 พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องอดีตอธิบดีคนนี้ เนื่องจากเห็นว่าคดีนี้หลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องมาแล้วก่อนหน้านี้เช่นกัน

แต่หากจับที่เจตนาของ ครม. เรื่องการตั้งกรรมการเพื่อขุดคุ้ยหาคนกระทำผิดจากเรื่องนี้จริง ถามว่าจะมีใครกล้าไปจุ้นจ้านกับเขาคนนี้หรือไม่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเขามีแบ็กอัพชั้นดีอยู่ที่ดูไบ และมีไม้เท้ากายสิทธิ์อยู่ที่กระทรวงการคลัง

ปัจจุบันเขาผู้นี้ถูกดึงตัวให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่ต้องจับตากันต่อ คือ ท่าทีของกรมธนารักษ์ ซึ่งต้องดูว่า นริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์คนปัจจุบัน จะยอมจ่ายค่าโง่ 1,097 ล้านบาท แบบฟรีๆ ให้กับบริษัท บีทีเอส หรือไม่

ถ้าจะให้ดีนริศน่าจะเดินเรื่องกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก BKT ควบคู่ไปด้วยกันหรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายของรัฐจากการทำสัญญาร่วมกับเอกชน

เชื่อแน่เหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการจ่ายค่าโง่ รวมถึงการเดินเกมของกรมธนารักษ์หลังแพ้คดีครั้งนี้ น่าจะกินเวลายืดเยื้อและปล่อยให้คนค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไป

สุดท้ายจะเหลือไว้เป็นแค่ “อนุสรณ์ค่าโง่” เท่านั้น  

 

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?