
ย้อยรอย..ค่าโง่คลังควักพันล้านจ่ายบีทีเอส
ฮือฮากันลั่นทุ่งไปแล้วกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา
ฮือฮากันลั่นทุ่งไปแล้วกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา
ที่เห็นชอบให้กรมธนารักษ์ควักเงินรายได้ของตัวเอง “จ่ายค่าโง่” ชำระหนี้ให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) หรือบีทีเอส จำนวน 1,097 ล้านบาท แทนที่จะมาของบกลางจากรัฐบาลไปจ่ายชดเชยให้กับเอกชน
เงินชดเชยดังกล่าวจำแนกเป็นเงินต้นราว 648 ล้านบาท บวกกับดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% บวกลบคูณหารแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยนับถัดจากวันผิดนัดถึงวันฟ้องกว่า 408 ล้านบาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
นั่นหมายความว่า ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึงวันละราว 1.24 ล้านบาท
โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมธนารักษ์และกระทรวงการคลังชำระเงินให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันที่ 15 ก.ย. 2554 ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2554 มาแล้ว
ถือว่าก้อนมหึมาทีเดียวที่หน่วยงานรัฐต้องจ่ายตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อจ่ายค่าเสียหายกรณีบีทีเอสได้ก่อสร้างฐานรากมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานีขนส่งและพื้นที่ธุรกิจอื่นตามสัญญา แต่กรมธนารักษ์ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับเอกชนได้
นี่อาจจะเป็นรอยด่างครั้งสำคัญอีกรอบของหน่วยงานของรัฐที่ต้องจ่ายชดเชยให้กับเอกชน เป็นค่าโง่อีกบทหนึ่งที่ข้าราชการพึงจดจำ
ย้อนกลับไปประมาณปี 2537-2538 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครกับ BTSC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บีทีเอส หรือ BTS ซึ่ง กทม.ต้องจัดหาที่ดินบริเวณสวนลุมพินีให้ BTSC เพื่อใช้เป็นอู่จอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า
แต่พื้นที่บริเวณสวนลุมพินีมีปัญหาการต่อต้านจากมวลชน จึงขอใช้ที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตแทน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของกรมการขนส่งทางบก
ทั้งนี้ เมื่อมีการตกลงใช้ที่ราชพัสดุร่วมกันแล้ว กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลหาผู้ลงทุนพัฒนาที่ดิน
ปรากฏว่า บริษัท ซันเอสเตท ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท บางกอกเทอร์มินอล (BKT) เป็นผู้ประมูลได้ และเมื่อ BTSC ก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่หมอชิตเสร็จแล้ว พร้อมทั้งสร้างฐานรากเผื่อให้กับ BKT เพื่อรองรับอาคารที่จะสร้างเป็นศูนย์การค้า โรงแรมเหนือโรงจอดรถไฟฟ้า ปรากฏว่าในห้วงที่ผ่านมา BKT จ่ายค่าฐานรากให้กรมธนารักษ์เพื่อไปมอบให้ BTSC เพียงบางส่วนแค่ 159 ล้านบาทเท่านั้น
เนื่องจากเกิดปัญหาการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณหมอชิตดังกล่าว ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ทำให้เรื่องค้างอยู่และมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น กระทั่งศาลตัดสินใจในที่สุด
เพราะคำทักท้วงของกฤษฎีกาดังกล่าว ทำให้สัญญาของกรมธนารักษ์กับ BKT จึงมิชอบด้วยกฎหมาย
BKT จึงไม่สามารถจ่ายค่าฐานรากให้บริษัท บีทีเอส ได้
บริษัท บีทีเอส จึงเป็นโจทก์ฟ้อง BKT กระทรวงการคลังและกรมธนารักษ์ให้ร่วมกันจ่ายชดเชยค่าฐานราก
ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ที่สมควรจ่ายค่าฐานรากให้บริษัท บีทีเอส คือ กรมธนารักษ์ เพราะกรมธนารักษ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้บริษัท บีทีเอส ได้ตามสัญญา
นั่นหมายความว่า กรมธนารักษ์เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ดันเอากระดูกมาแขวนคอ
ประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป คือ กรมธนารักษ์จะจ่ายเงินหรือไม่ ถ้าจ่ายจะจ่ายอย่างไร ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
หากพิจารณาจากมติ ครม.ที่สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรมธนารักษ์ ที่นำไปสู่การถูกฟ้องร้องและทำให้รัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าว
ครม.มอบอำนาจให้คณะกรรมการสอบสวนศึกษาว่า เหตุใด ผู้ใด ข้าราชการ หรือเอกชนหน่วยงานใด ที่ทำให้เกิดความเสียหาย และนำไปสู่กรณีที่รัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย
หากให้จับคำพูดของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ชี้ถึงมติ ครม.ว่าการสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรมธนารักษ์ ที่นำไปสู่การถูกฟ้องร้องและทำให้รัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอะไร มีตัวละครคือข้าราชการ หรือเอกชนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนทำให้เกิดความเสียหายบ้าง
หนังใหญ่เรื่องที่ราชพัสดุหมอชิต น่าจะกลายเป็นมหากาพย์ขั้นเทพของตำนานการทุจริต ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐอย่างกรมธนารักษ์ต้องแพ้คดีและจ่ายค่าโง่แบบฟรีๆ หรือไม่นั้น ยังรอการพิสูจน์อย่างเข้มข้นหลังจากนี้!
ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการขุดคุ้ยคดีของอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาจากรัฐบาล ชวน หลีกภัย ซึ่งขณะนั้นมี ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็น รมว.คลัง ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทุจริต และกระทำผิดวินัย ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ โดยเรียกรับสินบน 30 ล้านบาท จากบริษัท ซันเอสเตท ผู้ชนะการประมูลโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุตลาดหมอชิต มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2538 และถูกให้ออกจากราชการในปี 2543
จนในที่สุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้กล่าวโทษอดีตอธิบดีฐานร่ำรวยผิดปกติโดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 93 ล้านบาท 3 รายการ คือ 1.รับเงินเป็นเช็ค 6 ฉบับ รวม 30 ล้านบาท จากบริษัท ซันเอสเตท ที่ได้รับอนุมัติให้ทำสัญญาพัฒนาที่ราชพัสดุตลาดหมอชิต
2.ได้รับเงิน 14 ล้านบาท ซึ่งอ้างว่าได้มาจากการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่ภายหลังไม่มีการซื้อขายที่ดินตามที่กล่าวอ้าง
3.มีเงินฝากในสถาบันการเงิน 49 ล้านบาท ที่ไม่อาจชี้แจงได้ว่า ทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบอย่างใด
แม้เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2544 พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องอดีตอธิบดีคนนี้ เนื่องจากเห็นว่าคดีนี้หลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เห็นว่าควรสั่งไม่ฟ้องมาแล้วก่อนหน้านี้เช่นกัน
แต่หากจับที่เจตนาของ ครม. เรื่องการตั้งกรรมการเพื่อขุดคุ้ยหาคนกระทำผิดจากเรื่องนี้จริง ถามว่าจะมีใครกล้าไปจุ้นจ้านกับเขาคนนี้หรือไม่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเขามีแบ็กอัพชั้นดีอยู่ที่ดูไบ และมีไม้เท้ากายสิทธิ์อยู่ที่กระทรวงการคลัง
ปัจจุบันเขาผู้นี้ถูกดึงตัวให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่ต้องจับตากันต่อ คือ ท่าทีของกรมธนารักษ์ ซึ่งต้องดูว่า นริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์คนปัจจุบัน จะยอมจ่ายค่าโง่ 1,097 ล้านบาท แบบฟรีๆ ให้กับบริษัท บีทีเอส หรือไม่
ถ้าจะให้ดีนริศน่าจะเดินเรื่องกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก BKT ควบคู่ไปด้วยกันหรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายของรัฐจากการทำสัญญาร่วมกับเอกชน
เชื่อแน่เหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการจ่ายค่าโง่ รวมถึงการเดินเกมของกรมธนารักษ์หลังแพ้คดีครั้งนี้ น่าจะกินเวลายืดเยื้อและปล่อยให้คนค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไป
สุดท้ายจะเหลือไว้เป็นแค่ “อนุสรณ์ค่าโง่” เท่านั้น







