
พานาโซนิคชูนวัตกรรมฉุกเฉิน ช่วยชีวิตยามภัยพิบัติมาเยือน
“ไทยกับญี่ปุ่นเหมือนมีชะตากรรมร่วมกัน” นี่เป็นคำกล่าวของทูตพาณิชย์ญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
“ไทยกับญี่ปุ่นเหมือนมีชะตากรรมร่วมกัน” นี่เป็นคำกล่าวของทูตพาณิชย์ญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
“ไทยกับญี่ปุ่นเหมือนมีชะตากรรมร่วมกัน” นี่เป็นคำกล่าวของทูตพาณิชย์ญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ที่สะท้อนถึงวิกฤตที่สองชาติกำลังเผชิญอยู่ ต้นปีญี่ปุ่นเจอภัยพิบัติสึนามิ ปลายปีไทยเจอกับมหาอุทกภัยใหญ่รอบ 50 ปี และกระทบกับญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยไทยเป็นฐานผลิตใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน
บริษัท พานาโซนิค ประเทศไทย มีโรงงานทั้งสิ้น 12 โรง ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว 3 โรง ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ 2 โรง และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร 1 โรง เป็นฐานการผลิตสินค้าประเภทปลั๊กสวิตช์ไฟ ไดรเป่าผม และชิ้นส่วนยานยนต์
ฮิโรทากะ มุราคามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท พานาโซนิค ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายกับโรงงานทั้ง 3 แห่งได้ และต้องเฝ้าระวังโรงงานอีก 9 แห่ง ซึ่งอยู่ใน จ.สมุทรปราการ 6 แห่ง ฉะเชิงเทรา 2 แห่ง และ ขอนแก่น 1 แห่ง พร้อมทั้งเดินหน้าเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ที่เป็นหลอดไฟแอลอีดีในช่วงเดือน พ.ย.นี้
ประเทศญี่ปุ่นกำลังตื่นตัวกับกระแสลดโลกร้อนและการประหยัดพลังงาน เนื่องจากภัยพิบัติสึนามิที่เกิดขึ้นในเดือน มี.ค. ส่งผลต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ความนิยมในหลอดไฟแอลอีดีมีมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแอลอีดีคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน3 ของการใช้หลอดไฟทั้งหมดของประเทศ แม้หลอดไฟประเภทนี้จะมีราคาแพงกว่าแบบเดิมถึง 3 เท่า
ทั้งนี้ จากการเดินทางไปเยี่ยมชมพานาโซนิค เซ็นเตอร์ ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พานาโซนิค ได้นำชมธุรกิจพานาโฮม ซึ่งเป็นการออกแบบตกแต่งบ้านเน้นควาสะดวกสบาย และที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีสินค้าหลักคือ หลอดไฟแอลอีดีในรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงาน มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 4 หมื่นชั่วโมง หรือ 20 ปี ขณะที่หลอดไฟแบบเดิมเปลี่ยนทุก 6 ปี
ปัจจุบันธุรกิจพานาโฮมขยายตัวมากขึ้น หลังเกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิ ทำให้การออกแบบตกแต่งบ้านใหม่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มากขึ้น โดยในประเทศญี่ปุ่นพานาโซนิคมียอดขายจากหลอดไฟแอลอีดี 70% และหลอดไฟธรรมดา 30% ขณะที่ธุรกิจพานาโฮมในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยเน้นร่วมมือกับโครงการคอนโดมิเนียมหรูหราในเมืองเป็นหลัก เพราะค่าออกแบบ รวมทั้งวัสดุ อุปกรณ์ มีราคาค่อนข้างแพง
นอกจากนี้ ที่พานาโซนิค โอซากา เซ็นเตอร์ ยังเป็นสถานที่แสดงสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ตอกย้ำปรัชญาของท่านประธาน โคโนสุเกะ มัตซึชิตะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์พานาโซนิคที่ว่า “นวัตกรรมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน” โดยวางเป้าหมายว่าในปี 2561 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปี พานาโซนิคจะเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว พานาโซนิคทั่วโลกจะทำ “สิ่งแวดล้อม” ให้เป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจผ่านนวัตกรรม 2 ด้าน ได้แก่ 1.นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิต (Green Life Innovation) เน้นหลักการเรื่องการจัดการพลังงานอย่างครบวงจรเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยการสร้างพลังงาน การจัดเก็บพลังงาน และการประหยัดพลังงาน
2.นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำเนินธุรกิจ (Green Business Innovation) เป็นนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นในการผลิตให้มีต้นทุนต่ำที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด สินค้าคงคลังน้อยที่สุด รวมทั้งการปล่อยมลพิษต่ำที่สุด
สำหรับที่พานาโซนิค เซ็นเตอร์ โอซากามีกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์เพื่อความอุ่นใจในภาวะฉุกเฉิน” มาแสดงให้ดูหลังเกิดกรณีภัยพิบัติสึนามิในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาทิ เครื่องกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ภายในบ้าน แบตเตอรี่สำรองสำหรับครัวเรือน โคมไฟตั้งโต๊ะที่เป็นไฟฉายในตัว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังถือเป็นต้นแบบที่มีราคาค่อนข้างสูง และอยู่ระหว่างการพัฒนาให้สามารถวางจำหน่ายได้ในราคาไม่แพงในอนาคตอันใกล้นี้
นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พานาโซนิคคิดค้นขึ้นจะอยู่ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิต (Green Life Innovation)” ที่เน้นหลักการเรื่องการจัดการพลังงานอย่างครบวงจรเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย การสร้างพลังงาน การจัดเก็บพลังงาน และการประหยัดพลังงาน ถือเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อการดำรงชีวิตให้ผู้บริโภคได้เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นอนาคตอันใกล้นี้
“แนวคิดในการทำงานของท่านประธาน มัตซึชิตะ คือ ผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพในราคาไม่แพง เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสใช้อย่างทั่วถึง” ซึ่งถือได้ว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกชีวิตที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดคิดอย่างทุกวันนี้







