
ตั้งกองอุ้มเอสเอ็มอี
ขายสถาบันกลต.หนุนช่วยน้ำท่วมตปท.ลุยไทคอนคาดพุ่งเท่าตัวปี’55
ขายสถาบันกลต.หนุนช่วยน้ำท่วมตปท.ลุยไทคอนคาดพุ่งเท่าตัวปี’55
ก.ล.ต.เปิดทางตั้งกองทุนขายเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ระดมทุนช่วยเอสเอ็มอีน้ำท่วม เอ็มเอฟซีเสนอตัว ต่างชาติแห่ซื้อหุ้นไทคอน ปีหน้ารายได้โตเท่าตัว
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) จำนวน 23 แห่ง ได้มาปรึกษา ก.ล.ต. ว่าต้องการจะจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบัน โดยมีวัตถุประสงค์เข้าลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเดือดร้อนจากน้ำท่วมใหญ่และต้องการเงินทุนสนับสนุนในการฟื้นฟูกิจการ
ในภาวะปกติทางสำนักงาน ก.ล.ต.จะไม่อนุญาตให้จัดตั้งกองทุนดังกล่าว เพราะมีความเสี่ยงไม่เหมาะสมที่จะเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไป แต่จะอนุญาตเฉพาะในภาวะไม่ปกติ เช่น เหตุการณ์สึนามิ หรือน้ำท่วมใหญ่ ทั้งนี้จะจำกัดผู้ซื้อเฉพาะผู้ลงทุนสถาบันตามนิยามของ ก.ล.ต.เท่านั้น
ปัจจุบัน ภาครัฐจะมีเงินกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านธนาคารออมสิน แต่อัตราดอกเบี้ยระดับ 3% ถือว่ายังสูง ซึ่งการสนับสนุนตั้งกองทุนดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีแหล่งเงินต้นทุนต่ำ ทาง บลจ.เองสนใจลงทุนด้วย เพราะเอสเอ็มอีเหล่านี้มีกำไรอยู่แล้ว เพียงแต่ประสบปัญหาจากน้ำท่วมเท่านั้น
นายวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายไพรเวต อิควิตี บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า บลจ.เอ็มเอฟซี สนใจจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากมีประสบการณ์จากการบริหารกองทุนสึนามิ รีคัฟเวอรี่ ฟันด์ ที่ตั้งขึ้นมาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิในปี 2547
สำหรับรายละเอียดของกองทุนอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ลงทุนสถาบันหลายราย รวมถึงขนาดและอายุของกองทุน ส่วนการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะเป็นในรูปปล่อยกู้ดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นพิเศษ เพื่อหวังให้ธุรกิจฟื้นตัวได้ โดยไม่ได้หวังกำไรในเชิงพาณิชย์
ด้านนายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมน่าจะทำให้รายได้ในปี 2554 ต่ำกว่าปี 2553 ประมาณ 33% เพราะคาดว่าไตรมาส 4 รายได้ค่าเช่าอาจลดลงประมาณ 40% จากไตรมาส 3 เพราะโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าถูกน้ำท่วม รวมถึงการเลื่อนขายทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) มูลค่า 1,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทในปี 2553 ทั้งปีอยู่ที่ 3.14 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 821 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 352.35 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.53 บาท โดยกำไรเพิ่มขึ้นจากค่าเช่า รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ผู้เช่า รวมถึงขายทรัพย์สินให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีพาร์คโลจิสติคส์ (TLOGIS) และค่าบริหารจัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และส่วนแบ่งรายได้จากกองทุน TLOGIS และกองทุน TFUND“นับเป็นครั้งแรกที่รายได้และกำไรทั้งปีลดลงจากปีก่อน” นายวีรพันธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม คาดว่ากล่าว
บริษัทได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง รวม 82 โรงงาน คิดเป็นพื้นที่ให้เช่า 266,074 ตารางเมตร หรือ 43% ของพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด 623,564 ตารางเมตรของบริษัทและส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าเช่าเดือนละ 38 ล้านบาท หรือ 42% ของค่าเช่าทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือนในการฟื้นฟูทรัพย์สิน และเดือน ก.พ. น่าจะส่งมอบพื้นที่ให้ลูกค้าได้ซึ่งโรงงานและคลังสินค้าทั้งหมดมีการทำประกันภัยครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดแล้ว คาดว่าสัปดาห์หน้าบริษัทและบริษัทประกันภัยจะเข้าไปดูความเสียหายของทรัพย์สิน โดยเบื้องต้นบริษัทฯ จะขอเงินประกันภัยล่วงหน้าก่อน 50% เพื่อฟื้นฟูพื้นที่โรงงานที่เสียหาย
โดยงบประมาณสำหรับซ่อมแซมทั้งหมดคาดว่าอยู่ที่ 200 ล้านบาท โดยบริษัทได้ทำประกันครอบคลุมไว้ทั้ง material damage และ business interruption และคาดว่ามูลค่าประกันน่าจะครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดแล้ว
ทำให้ปี 2555 บริษัทจะกลับมามีรายได้ที่เติบโตเป็นเท่าตัวจากปีนี้ จากการขายทรัพย์สินให้กองทุนและพื้นที่ให้เช่ามีเพิ่มขึ้น
ในส่วนของหุ้น TICON พบว่านักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาซื้อมากขึ้นเป็นสัดส่วน 15% ณ วันที่ 2 พ.ย. เพิ่มขึ้นจาก 13% ก่อนเกิดน้ำท่วม อาจมองว่าหุ้นบริษัทถูกและบริษัทจะได้ประโยชน์ในอนาคตที่ลูกค้าอาจหันมาเช่าพื้นที่มากกว่าสร้างเอง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า วันที่ 10 พ.ย.นี้ เวลา 14.00 น. ตัวแทนสมาคมตลาดทุนแต่ละแห่งที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุน “ตลาดทุนร่วมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอแนวทางการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมจากกองทุนประมาณ 500 ล้านบาท และอีก 12 สัปดาห์ คาดว่าสภาจะสรุปมาตรการการฟื้นฟูภาคตลาดทุนเพื่อนำเสนอกับรัฐบาลต่อไป







