
เข็มทิศตลาดทุน
ทิศทางตลาดหุ้นทั่วเอเชียรอบสัปดาห์นี้ดีดตัวทะยานขึ้นสู่แดนบวกกันได้ถ้วนหน้า
ทิศทางตลาดหุ้นทั่วเอเชียรอบสัปดาห์นี้ดีดตัวทะยานขึ้นสู่แดนบวกกันได้ถ้วนหน้า
หลังจากที่กรีซยอมยุติความโกลาหลด้วยการยกเลิกแผนการลงประชามติรับความช่วยเหลือจากยุโรป ทำให้ตลาดคลายความกังวลว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้ลงไปได้เปลาะหนึ่ง
ขณะที่ปัจจัยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ภายใต้การนำของผู้ว่าการคนใหม่ มาริโอ ดรากี ก็ยังทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้มากขึ้นว่าอีซีบีจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องยุโรปจากวิกฤตหนี้สาธารณะมากขึ้น
ปัจจัยบวกเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งในเอเชียดีดตัวพุ่งแรง ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง บวกถึง 600.29 จุด หรือ 3.12% ไปปิดที่ 19,842.79 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายที่ 9,450 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับบวกได้เล็กน้อย 0.81% หรือ 20.20 จุด ไปอยู่ที่ 2,528.29 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 1.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียวบวกไปได้ 160.98 จุด หรือ 1.86% ไปปิดที่ 8,801.40 จุด ซิดนีย์ปรับตัวขึ้น 2.62% หรือ 109.3 จุด ไปอยู่ที่ 4,281.1 จุด และโซลบวกขึ้นไปได้ 3.13% หรือ 58.45 จุด ไปปิดที่ระดับ 1,928.41 จุด
“แม้ว่าปัญหาหนี้ของกรีซจะยังอีกยาวไกลกว่าจะจบสิ้น แต่นักลงทุนก็พอจะหายใจกันได้โล่งอกบ้างกับข่าวการยกเลิกประชามติ” ธนาคารดีบีเอส กรุ๊ป ระบุในเอกสารที่แจ้งต่อลูกค้า
ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ก็เริ่มปรับตัวลดลงมา หลังจากที่พุ่งทะยานไปเมื่อวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยของกรีซและการขายทำกำไรของนักลงทุน โดยราคาน้ำมันดิบไลต์ สวีต งวดส่งมอบล่วงหน้าเดือน ธ.ค. ลดลงมา 22 เซนต์ อยู่ที่ระดับ 83.85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบล่วงหน้าเดือน ธ.ค. ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจนแทบไม่ขยับ 2 เซนต์ อยู่ที่ 110.81 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
วิคเตอร์ ชุม นักวิเคราะห์ด้านพลังงานอาวุโสจากบริษัทที่ปรึกษาพลังงานเพอร์วิน แอนด์ เกิร์ทซ์ กล่าวกับเอเอฟพีว่านักลงทุนเริ่มเทขายทำกำไรสัญญาน้ำมันดิบหลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นแรงเมื่อวันที่ 3 พ.ย. แม้ล่าสุดราคาจะเริ่มปรับตัวลงมาเล็กน้อย แต่ชุมคาดว่าราคาในอนาคตอาจปรับตัวลดลงมาแรงกว่านี้ เนื่องจากระดับราคาในปัจจุบันยังไม่สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ขณะที่ปัญหาของกรีซก็สาหัสอยู่แม้จะยกเลิกการลงประชามติไปแล้ว เช่นเดียวกับฝั่งอิตาลีที่อาจกลายเป็นระเบิดลูกต่อไปของยุโรป







