
ซาฟารีเวิลด์มั่นใจรับมือน้ำได้
ซาฟารีเวิลด์ยังไม่ย้ายสัตว์ออก แต่ผลักดันเข้าไปในพื้นที่แห้ง พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำรับมือ
ซาฟารีเวิลด์ยังไม่ย้ายสัตว์ออก แต่ผลักดันเข้าไปในพื้นที่แห้ง พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำรับมือ
นายฤทธิ์ คิ้วคชา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซาฟารี เวิลด์ กล่าวว่า ขณะนี้ มีปริมาณน้ำจากคลองสอง ซึ่งรอบล้อมพื้นที่ซาฟารี กว่า 500 ไร่ ได้มีปริมาณน้ำซึมผ่านดินและท่อระบายน้ำเข้าในพื้นที่บางส่วน ทำให้ขณะนี้ได้ปิดทำการในส่วนของซาฟารีปาร์ค หรือสวนสัตว์เปิด ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยพื้นที่ดังกล่าวมีความสูงกว่าคันคลองสอง ประมาณ 2 เมตร จึงไม่มีการอพยพสัตว์ออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด แต่จะใช้วิธีการผลักดันสัตว์ในพื้นที่เช่น ม้าลาย ยีราฟ กวาง ให้ร่นเข้าไปในพื้นที่แห้งโดยมีสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด
ขณะที่สัตว์ดุร้าย เช่น เสือ สิงโต เสือขาว จระเข้ ฯลฯ ได้มีการทำกรงล้อมไว้สูงประมาณ 3 เมตร จึงเชื่อว่า สัตว์ทั้งหมดในซาฟารีที่มีมากกว่า 1 หมื่นตัว จะปลอดภัยจากน้ำท่วมครั้งนี้ เนื่องจากการอพยพสัตว์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และการขนย้ายอาจมีผลเรื่องการติดโรคและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ทางซาฟารีจึงใช้วิธีการป้องกันเป็นหลัก โดยขุดดินรอบพื้นที่ซาฟารีทำคันกั้นน้ำ และจะระดมเครื่องสูบน้ำ สู้กับน้ำที่เข้ามา ซึ่งเชื่อว่าจะเอาอยู่
นายฤทธิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้เป็นผลให้บริษัททัวร์ได้ยกเลิกที่จะเข้ามาซาฟารีหลายราย อีกทั้งยังไม่มีใครตอบได้ว่าน้ำจะขังนานแค่ไหน หากนานจะทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น เพราะขณะนี้ทัวร์ที่จองไว้จนถึงเดือนม.ค.2555 ได้ยกเลิกเกือบทั้งหมด บริษัทได้คาดการณืความเสียหายกรณีน้ำท่วมแค่สิ้นเดือนพ.ย. เสียหายถึง 150 ล้านบาท หากมากกว่านั้นคงต้องประเมินอีกครั้ง
ด้าน นายสมบูรณ์ นกศิริ เจ้าของ “ก้าวหน้าฟาร์ม” ที่เลี้ยงปลาคราฟ กล่าวว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่คลองสามวา จนมีการพังคันประตูระบายน้ำ ทำให้บ่อปลาคราฟเสียหายไป 1 บ่อ มูลค่า 1 ล้านบาท ขณะนี้อีก 9 บ่อจะต้องรอดูว่าจะเสียหายหรือไม่ ซึ่งบริษัทได้ลงทุนไปทั้งหมด 5 ล้านบาท ซึ่งมันไม่ธรรม หากรัฐบาลจะมุ่งรักษานิคมอุตสาหกรรมโดยการขังน้ำไว้ท่วมพื้นที่ชาวบ้าน ให้ชาวบ้านรับเคราะห์แทน ทำให้ประชาชนไม่พอใจ จึงได้พังคันประตูระบายน้ำในวันที่ 31 ต.ค. พร้อมยอมรับว่า ตั้งแต่อยู่ที่นี่มา 50 ปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ปริมาณน้ำสูงมาก







