
อุทกภัย 2554กับการจัดการที่ล้มเหลว
ความจริงไม่อยากซ้ำเติมตอกย้ำความผิดพลาดในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
ความจริงไม่อยากซ้ำเติมตอกย้ำความผิดพลาดในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
โดย..เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
เพราะต้องยอมรับว่าปริมาณน้ำในปีนี้มากกว่าปีก่อนๆ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำท่วมไม่ได้เกิดอย่างฉับพลัน ไม่เหมือนกับภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวหรือสึนามิ ที่ซัดโครมเดียวราบไปทั้งแถบ แต่กระแสน้ำที่ไหลบ่ามาจากทางเหนือก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมา ถ้ามีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มใดเป็นพิเศษ น่าจะจัดการปัญหาได้รวดเร็วกว่านี้
ข้อผิดพลาดประการแรก คือ การจัดการเรื่องข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล การสังเคราะห์ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการชี้แจงข้อมูล เช่น ข้อมูลด้านปริมาณน้ำและทิศทางการไหลของน้ำ ซึ่งน่าจะชัดเจนกว่านี้ เพราะอย่างที่บอกว่าน้ำก็ค่อยๆ ไหลบ่ามา ไม่ได้ซัดโครมมาอย่างสึนามิ จึงน่าจะสามารถคำนวณปริมาณน้ำได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนทิศทางของน้ำว่าจะไปทางไหน ก็น่าจะสามารถคำนวณได้โดยวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญทางด้านน้ำ ซึ่งซึ่งน่าจะมีหลายท่านเพราะความจริงน้ำก็ท่วมเกือบทุกปี ประเทศไทยจึงน่าจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มากกว่าที่ไหนๆ ของโลก
ตลอดจนการให้ข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยความสับสน เพราะไม่ได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มาให้ข้อมูล ไม่ได้ทำการนำเสนอข้อมูลที่ง่ายต่อการเข้าใจ ถ้าใครจำได้ตอนญี่ปุ่นเกิดมหาภัยพิบัติแผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤตนิวเคลียร์เมื่อไม่นานนี้ มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นรูปการ์ตูนที่เข้าใจง่าย ชัดเจน แม่นยำ และลำดับสถานการณ์ก็เกิดขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ เพื่อประชาชนจะได้รู้ว่า “ใคร” ต้องทำ “อะไร” บ้านไหนอยู่ได้ต้องเตรียมตัวอย่างไร บ้านไหนอยู่ไม่ได้ต้องอพยพอย่างไร
นี่ข้อมูลต่างๆ เต็มไปด้วยความสับสนและข่าวลือ แต่ละคนแต่ละบ้านต้องใช้สามัญสำนึกและ “ขันติ” แทนที่จะได้ข้อมูลอย่างชัดเจน ผลก็คือบ้านที่มีโอกาสได้รับผลกระทบน้อยมากกลับสร้างปราการรอบบ้านเหมือนอยู่ในสนามรบ ส่วนบ้านที่อยู่ในแนวน้ำท่วมกลับไม่ได้ทำอะไรมาก ผลต่อเนื่องคือเกิดการกักตุนและขาดแคลนวัสดุและสิ่งจำเป็นต่างๆ ในการดำรงชีวิต และคนที่เดือดร้อนจริงๆ กลับไม่สามารถจัดหาอาหารข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนกระสอบทรายและวัสดุที่ใช้ป้องกันน้ำท่วม
ถ้าประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นว่าแนวไหนห่างจากทางน้ำบ่า และแนวทางเป็นทางน้ำไหล จะได้มีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม คนที่ได้รับผลกระทบน้อยจะได้ไม่ต้องไปแย่งชิงทรัพยากรกับผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างจริงๆ ทั้งนี้เป็นข้อผิดพลาดประการที่สองในการจัดการวิกฤต คือ การกำหนดนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนเด็ดขาดในการจัดการปัญหา คือ ต้องสามารถชี้ชัดว่าแนวไหนหรือชุมชนไหนต้อง “เสียสละ” เป็นทางไหลของน้ำเพื่อให้ลงทะเลอย่างเร็วที่สุด เช่น ถ้ายอมเปิดบางนิคมอุตสาหกรรมเป็นทางไหลของน้ำ ไม่ไปบล็อกมันซะหมดทุกแห่ง คงสามารถระบายน้ำได้เร็วกว่านี้ ไม่ไปกั้นให้มันทะลักจนท่วมไปทุกนิคมอุตสาหกรรม เพราะมัวไปสร้างเขื่อนสะสมความแรงของน้ำ พอเขื่อนแตกไล่ไปทีละแห่ง ความดันของน้ำก็ยิ่งมากและแผ่ขยายเป็นวงกว้างขึ้น
ถ้ามีแนวทางแก้ปัญหาและแนวทางเยียวยาที่ชัดเจน คงสามารถเรียกร้อง “จิตสาธารณะ” ของผู้คนให้ยอมเสียสละเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ ซึ่งการกำหนดนโยบายและแนวทางนี้ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ คือ ต้องใช้ “ความรู้ความเข้าใจ” มากกว่า “ความรู้สึก” และจะต้องให้มี “ความโปร่งใส” ไม่ใช่จะรักษาพื้นที่ให้กับผู้ทรงอิทธิพล เช่น การกั้นน้ำในบางจังหวัดที่เป็นเขตอิทธิพลของผู้มากบารมีในบ้านเมือง หรือการปกป้อง “บางโครงการ” ที่เป็นผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ยิ่งในเมืองไทยมี “เส้นสายความสัมพันธ์” หรือ Connection เต็มไปหมด ถ้าเส้นสายน้อยกว่านี้ การแก้ปัญหาโดยไม่ต้องเห็นแก่หน้าใคร คงทำให้ปัญหาไม่บานปลายจนยากแก้ไขอย่างในปัจจุบัน
ข้อผิดพลาดประการสุดท้าย คือ การประเมินสถานการณ์ที่คลาดเคลื่อน และการตัดสินใจอย่างไม่เด็ดขาด ทำให้ไม่สามารถแก้ “ปัญหาที่ตามมา” แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นกรณีๆ ไป ทำให้ไม่สามารถกำหนดกรอบความเสียหาย และทำให้วิกฤตที่เกิดขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องน้ำอาจจะคล้ายกับปัญหาเรื่องไฟประการหนึ่ง คือ จำเป็นต้อง “เผา” พื้นที่ข้างหน้าเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามไปส่วนอื่นๆ ซึ่งต้องใช้การมองการณ์ไกลและการตัดสินใจที่เด็ดขาดฉับไว
แค่การ “เพิ่ง” ประกาศวันหยุดราชการในวันที่ 27-31 ต.ค.ทั้งที่ควรประเมินสถานการณ์ได้ก่อนหน้านี้แล้ว คงสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพและการตัดสินใจของภาครัฐในการจัดการสถานการณ์ ซึ่งบอกตามตรงว่ายังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้จะจัดการวิกฤตคราวนี้ได้อย่างรวดเร็ว และเราก็คงไม่มีวันได้เรียนรู้จากบทเรียนอันแสนเจ็บปวดที่หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต







