
ภัยพิบัติทำซื้อขายตราสารหนี้เบาบาง
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (17-21 ต.ค.) มีมูลค่ารวม 299,128 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 59,826 ล้านบาท
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (17-21 ต.ค.) มีมูลค่ารวม 299,128 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 59,826 ล้านบาท
โดย..สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 8% ทั้งนี้พบว่ากว่า 89% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 265,132 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 27,963 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,771 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB21DA (อายุ 10.2 ปี) LB15DA (อายุ 4.1 ปี) และ LB14NA (อายุ 3.1 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 8,377 ล้านบาท 3,202 ล้านบาท และ 3,024 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB11N07A (อายุ 14 วัน) CB11N08A (อายุ 14 วัน) และ CB11N17C (อายุ 28 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 72,450 ล้านบาท 52,236 ล้านบาท และ 15,211 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ19OA (A)) มูลค่าการซื้อขาย 604 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เอ็ม บี เค (MBK137A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 398 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย (THAI12NA (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 351 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยตลอดทั้งเส้น หรือโดยเฉลี่ยแล้วปรับตัวลดลงประมาณ 5 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%)
ทั้งนี้ ภาพรวมของการซื้อขายตราสารหนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังถือว่าค่อนข้างเงียบต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายๆ จังหวัดของประเทศไทยในขณะนี้ที่เริ่มลุกลามและทวีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มขยายวงกว้างเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลจะต้องใช้ระยะเวลาบวกกับงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประเด็นดังกล่าวนี้ได้กลายมาเป็นแรงกดดันให้การซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ค่อนข้างซบเซา
ในขณะที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงกลางสัปดาห์ ได้มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5% ต่อไปเช่นเดิม ซึ่งถือเป็นการคงดอกเบี้ยไว้ครั้งแรก จากการประชุมใน 8 ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมองว่า แนวโน้มของดอกเบี้ยภายในประเทศน่าจะเริ่มคงที่ และอาจเปลี่ยนไปสู่วัฏจักรขาลงได้ในอนาคต จึงมีผลทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตามไปด้วยตลอดทั้งเส้น
ทางด้านนักลงทุนต่างชาติ มีมูลค่าการซื้อขายลดลงเมื่อเทียบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,202 ล้านบาท และส่วนใหญ่ของนักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงเน้นไปในตราสารระยะสั้น (มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) เป็นหลัก และสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนของการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมียอดซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 1,112 ล้านบาท







