posttoday
เอฟทีเอไทย-โรตีผ่านครม.ฉลุย

เอฟทีเอไทย-โรตีผ่านครม.ฉลุย

21 ตุลาคม 2554

ครม.ไฟเขียวแก้ไขความตกลงเอฟทีเอไทยอินเดีย เพิ่มการซื้อขายผ่านประเทศที่ 3

ครม.ไฟเขียวแก้ไขความตกลงเอฟทีเอไทยอินเดีย เพิ่มการซื้อขายผ่านประเทศที่ 3

สามารถได้สิทธิลดภาษี 0% ได้ คาดส่วนแบ่งตลาดไทยพุ่ง พร้อมเตรียมเสนอรัฐสภาพิจารณาตามมาตรา 190

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยอินเดียแล้ว โดยการจัดทำพิธีสารฉบับนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินการที่เกิดขึ้นจากการลดภาษีสินค้าในกลุ่มลดภาษีเร่งด่วน (Early Harvest Scheme-EHS) ภายใต้กรอบเอฟทีเอ ไทยอินเดีย ให้สอดรับกับการซื้อขายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่จะมีการซื้อขายสินค้าผ่านประเทศนายหน้า หรือประเทศที่ 3 ที่ไม่ใช่ภาคีความตกลงฯ โดยให้เพิ่มระเบียบปฏิบัติให้รองรับเรื่องการซื้อขายผ่านประเทศที่ 3 แต่ยังสามารถได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีได้

ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อพิธีสารฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้การซื้อขายสินค้าในกลุ่มลดภาษีเร่งด่วนจำนวน 82 รายการของไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งออกสินค้าและการนำเข้าวัตถุดิบมา เพื่อประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปจำหน่ายในประเทศ หรือส่งออกต่อไป เพราะจะยังคงได้สิทธิพิเศษภาษี 0% ซึ่งจะทำให้การค้ามีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยจากนี้ไปจะมีการเสนอให้รัฐสภาพิจารณาตามมาตรา 190 ต่อไป

ขณะเดียวกัน พิธีสารฉบับที่ 2 ยังรวมไปถึงการผนวกรายการสินค้าตู้เย็นที่มีประตูนอก 2 บานขึ้นไป ไว้ในรายการสินค้าลดภาษีเร่งด่วนด้วย ซึ่งไทยและอินเดียจะลดภาษีสินค้าดังกล่าวเหลือ 0% เพิ่มเติมจากเดิมที่ทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีเฉพาะตู้เย็นประตูเดียวเท่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังอินเดีย และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในอินเดียได้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันอินเดียยังไม่ได้ลดภาษีสินค้าดังกล่าวให้กับไทย และผลจากการลดภาษีเหลือ 0% จะทำให้ส่วนแบ่งในการส่งออกของไทยไปยังอินเดียเพิ่มขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในอินเดียได้ถึง 24.9% เทียบกับ 13.4% ในปีก่อนหน้า

สำหรับการเปิดเสรีกลุ่มสินค้าเร่งด่วน 82 รายการ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2549 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้การค้าระหว่างไทยกับอินเดียขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยตลอด จากมูลค่าการค้าช่วงก่อนลดภาษี ตั้งแต่ปี 2540-2546 เฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งแต่ปี 2547-2553 มูลค่าการค้าเฉลี่ยเป็นปีละประมาณ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอินเดียตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งเห็นได้ว่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะเป็นการเปิดเสรีสินค้าเพียง 82 รายการเท่านั้น

ส่วนการเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดีย รอบใหม่ล่าสุด มีสินค้าที่เข้าสู่กระบวนการเปิดเสรีอีกเกือบ 5,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าที่มีการค้าขายระหว่างไทย-อินเดียทั้งหมด โดยไทยกำลังผลักดันให้อินเดียเพิ่มเติมในส่วนของสินค้าที่มีการจัดทำกฎเฉพาะรายสินค้าอีกอย่างน้อยจำนวน 900 รายการ เช่น สิ่งทอ เกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยส่งออกไปยังอินเดียได้ง่ายขึ้น และมีข้อได้เปรียบประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำเอฟทีเอกับอินเดีย หรือกระทั่งอาเซียนบางประเทศที่ได้มีการทำเอฟทีเอกับอินเดีย

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร