posttoday
กลัวญี่ปุ่นทิ้งไทย

กลัวญี่ปุ่นทิ้งไทย

18 ตุลาคม 2554

แบงก์แนะรัฐบาลกู้ความเชื่อมั่น‘เงินลงทุนซัพพลายเชน’ชะลอ

แบงก์แนะรัฐบาลกู้ความเชื่อมั่น‘เงินลงทุนซัพพลายเชน’ชะลอ

ธนาคารหวั่นญี่ปุ่นชะลอลงทุนไทยหลังวิกฤตน้ำท่วม จี้รัฐหาแนวทางป้องกันระยะยาว กู้ความเชื่อมั่นคืน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความเสียหายจากปัญหาอุทกภัยใหญ่ของไทย อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่และมีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ชะลอการตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการย้ายฐานการผลิตมาลงทุน เพื่อรอดูแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวของรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปรับตัวลดลง และส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่อยู่ในวงจรซัพพลายเชน

“จากนี้ไปเราต้องให้ความสำคัญในเรื่องระบบการจัดการทรัพยากรน้ำมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เราไปเน้นพัฒนาด้านระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างอื่นเป็นหลัก หากไม่ปรับปรุงแก้ไขโอกาสที่ญี่ปุ่นซึ่งมีความจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ โดยอินโดนีเซียถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญ” นายทรงพล กล่าว

นายทรงพล กล่าวว่า ภาครัฐควรเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนด้วยการนำงบประมาณจากนโยบายในส่วนที่ไม่เร่งด่วนเข้ามาปรับปรุงแก้ไขเรื่องการจัดการน้ำ ก่อนที่ความเสี่ยงจากอุทกภัยจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะโรงงานกว่า 50% ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี

นายพัฒนพงศ์ ตัณฑ์สมบุญ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตัวเลขบริษัทญี่ปุ่นที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คาดว่าหลังเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ตัวเลขดังกล่าวน่าจะชะลอตัวลง เพื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงจากภัยธรรมชาติรวมถึงทำเลที่ตั้งโรงงาน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเป้าหมายการตลาดในกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นเอาไว้เหมือนเดิม เนื่องจากเชื่อว่าญี่ปุ่นจะยังเลือกไทยเป็นฐานการลงทุน ขณะนี้หลายบริษัทได้เริ่มสั่งอะไหล่เข้ามาซ่อมแซมความเสียหายแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะมีการทำประกันที่คุ้มครองน้ำท่วมและการสูญเสียรายได้ จึงเชื่อว่าจะมีผลกระทบไม่มาก ซึ่งขณะนี้ธนาคารได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ลูกค้าแล้ว

ทั้งนี้ ธนาคารได้ประเมินความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจจากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้เอาไว้ที่ 7.5 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท โดยธนาคารมีฐานสินเชื่อลูกค้าญี่ปุ่นอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทยมีเป้าหมายในการเพิ่มฐานลูกค้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 18% ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันมีฐานสินเชื่อประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท จากลูกค้าญี่ปุ่น 2,500 ราย

นายโสภณ อัศวานุชิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากหากธุรกิจขนาดใหญ่ไม่เข้ามาลงทุนในไทย กลุ่มธุรกิจที่อยู่ในซัพพลายเชนเดียวกันจะไม่ตามเข้ามาด้วย โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งต้องการย้ายฐานการผลิตเพื่อหนีจากภัยธรรมชาติภายในประเทศ ดังนั้น หากไทยมีปัจจัยเสี่ยงด้านนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนอาจเลือกย้ายฐานไปยังประเทศอื่น

ขณะที่ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารจะขยายความร่วมมือกับธนาคารญี่ปุ่นเพิ่มเติม หลังจากที่ได้มีความร่วมมือกันแล้ว 19 แห่ง เพื่อรองรับการขยายฐานการผลิตของภาคธุรกิจญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มจะมุ่งหน้าเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยจะมาใช้ฐานการผลิตในไทยทั้งผู้ผลิตหลักและซัพพลายเชน ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี 
 

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้