posttoday
'โนนิ'หวนบุกตลาดรอบ 10 ปีหวังฟื้นชีพในเมืองไทย

'โนนิ'หวนบุกตลาดรอบ 10 ปีหวังฟื้นชีพในเมืองไทย

20 กุมภาพันธ์ 2553

...เบ็จวรรณ รัตนวิจิตร

จากบริษัทที่เคยมียอดขายในประเทศไทย ติดอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อช่วงเริ่มธุรกิจเมื่อ 10 ปีก่อน แต่เพราะการขยายตัวเร็ว เกิดความแตกแยกในหมู่นักธุรกิจ และคู่แข่งที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ยอดขายของ ตาฮิเตียน โนนิ ลดลงเรื่อยๆ

บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ ประเทศไทย ถือเป็นรุ่นบุกเบิกที่ทำธุรกิจขายตรง ด้วยสินค้าหัวหอก คือ น้ำโนนิ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “น้ำลูกยอ” ช่วง 23 ปีแรกที่เริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เคยมียอดขายสูงสุดถึงเดือนละกว่า 120 ล้านบาท

ปีเตอร์ วิลล์เดน ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ เป็นผู้ที่เข้ามาก่อตั้งบริษัทในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อน และกลับมาอีกครั้งในปีนี้ เล่าให้ฟังว่า กุญแจความสำเร็จของตาฮิเตียน โนนิ ในช่วงเริ่มต้น คือ 1.ความตื่นเต้นและกระตือรือร้นทั้งของพนักงานและผู้จำหน่ายอิสระ 2.คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และ 3.แผนการตลาดที่ใหม่ ทันสมัย

“แต่หลังจากนั้น ทั้งสามปัจจัยเปลี่ยนไป มีการแตกแยกกันในหมู่พนักงานและผู้จำหน่ายอิสระ คู่แข่งที่เกิดขึ้นจำนวนมาก และแผนการตลาดที่ไม่สามารถสู้คู่แข่งได้ ทำให้ยอดขายของโนนิลดลงเรื่อยๆ” วิลล์เดน กล่าว

โดยทั่วไป ธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่จะอยู่ได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ถ้าอยู่ได้ จะอยู่ต่ออีก 10 ปี หรืออยู่ถาวร ซึ่งโนนิตั้งใจที่จะสร้างบริษัทบนฐานที่สามารถสะสมต่อไปได้ถึงลูกถึงหลาน ตลอด 1 ปีกว่าที่ผ่านมา จอห์น วอดส์เวิร์ท ประธานบริษัท จึงตัดสินใจแก้ปัญหาที่สะสมอยู่ในประเทศไทย นั่นคือการดัมพ์ราคาสินค้า โดยตัดทิ้งผู้จำหน่ายอิสระที่มีพฤติกรรมดังกล่าวออกไป จำนวนกว่า 300 คน ทำให้ยอดขายหายไปกว่า 50%

แต่ 2 เดือนหลังจากนั้น ยอดขายกลับมาใหม่ ช่วง 6 เดือนหลังของปี 2552 ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 100% และทั้งปียอดขายของโนนิ เพิ่มขึ้น 150% ขณะที่จำนวนผู้จำหน่ายอิสระเพิ่มขึ้นอีก 70% ทำให้ประธานบริษัทโนนิ มีความหวังที่จะสร้างตลาดในเมืองไทยอีกครั้ง โดยจะยกระดับโนนิ ประเทศไทยให้กลับขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้

“เป้าหมายของเรา คือการเป็น 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรงชั้นนำในประเทศไทย เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งมียอดขายมากกว่าเดือนละ 120 ล้านบาท” วิลล์เดน กล่าว

สำหรับแผนตลาดในประเทศไทยจะเน้น 4 ส่วน คือ 1.ปรับแผนการตลาดใหม่ให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงรายอื่นๆ ได้ 2.มุ่งรักษาความเป็นผู้นำในสินค้าและธุรกิจ 3.สร้างแรงจูงใจในการทำงานด้วยโปรโมชันต่างๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน และ 4.สร้างกระแสความสนใจผ่านสื่อต่างๆ

สุรยศ กาญจนาภา ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ โนนิ จะทำการตลาดเชิงรุก เพื่อสร้างแบรนด์ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ปรับแผนการตลาดใหม่ เป็นแบบ 2 ขา ที่ทำแล้วมีรายได้ง่ายขึ้น ซึ่งเดิมโนนิจ่ายผลตอบแทนอยู่ที่ 53% แต่ระบบใหม่จะจ่ายเพิ่มขึ้นอีก โดยรายละเอียดของแผนดังกล่าวจะเปิดเผยอีกครั้งในเดือนมี.ค.นี้

นอกจากนี้ เตรียมแผนจัดประชุมสัมมนาผู้จำหน่ายอิสระต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพิ่มเครื่องมือการทำธุรกิจ โดยเฉพาะงานวิจัยต่างๆ ที่แสดงถึงผลสำเร็จของผลิตภัณฑ์ นำมาจากสำนักงาน 60 แห่งใน 96 ประเทศ ที่โนนิทำตลาดอยู่ พร้อมทั้งเปิดแคมเปญโปรโมชันตัวแรกของปี ด้วย Go Korea 2010 Promotion ระหว่างเดือนม.ค.เม.ย.นี้

ทั้งนี้ โนนิ มีแผนที่จะเปิดศูนย์จำหน่ายทั่วประเทศ และมีนโยบายให้ผู้นำเปิดศูนย์ธุรกิจได้ด้วย เพื่อกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคให้มากที่สุด 1 จังหวัด 1 ศูนย์ ซึ่งได้เริ่มเปิดไปแล้วที่ จ.กาญจนบุรี และนนทบุรี โดยลงทุนศูนย์ละประมาณ 5 แสนบาทต่อศูนย์ ซึ่งการเปิดศูนย์ธุรกิจจะเป็นกลยุทธ์ที่จะขยายฐานของโนนิให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ น้ำโนนิ ยังเป็นหัวหอกหลักที่สร้างยอดขายให้บริษัทถึง 90% แต่นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีกไม่ต่ำกว่า 30 รายการ และปีนี้จะเปิดสินค้าใหม่อีก 2 ชนิด เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกและกลุ่มอาหารเสริม โดยวางเป้าหมายเพิ่มยอดขายอีกไม่ต่ำกว่า 100% ต่อเดือนในปีนี้

นี่คือแผนธุรกิจของตาฮิเตียน โนนิ ผู้ทำตลาดน้ำลูกยอเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย และหวนกลับมารุกตลาดอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเชื่อมั่นในฐานธุรกิจขายตรงของไทย โดยมีเป้าหมายคือการนำน้ำผลไม้โนนิไปถึงมือผู้บริโภคทุกคน

“ที่เราอยู่มาจนถึงวันนี้ได้ แม้จะประสบปัญหา เพราะมีผู้จำหน่ายอิสระ ผู้บริโภคที่เริ่มต้นกับเราตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ก็ยังอยู่ และต่อจากนี้จะส่งต่อธุรกิจโนนิไปถึงลูกถึงหลาน” วิลล์เดน กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน