
เอสเอ็มอีเปิดสายด่วนช่วยผู้ประกอบการ
เอสเอ็มอีเปิดสายด่วน 1303 ช่วยผู้ประกอบการ
เอสเอ็มอีเปิดสายด่วน 1303 ช่วยผู้ประกอบการ
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ขณะนี้สสว.ได้เปิดบริการสายด่วน 1303 เพื่อรับแจ้งความเดือดร้อนจากผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงให้คำแนะนำ ปรึกษาในเรื่องการซ่อมแซม การเงิน และประกันภัย
สถานการณ์น้ำในบางพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มลดระดับลงมาแล้ว กระบวนการฟื้นฟูผู้ประกอบการจึงต้องเริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มต้นจากการเงิน สสว.จะเข้าไปแนะนำผู้ประกอบการในเรื่องแหล่งเงินทุนต่างๆ ที่สถานบันการเงินเปิดบริการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) หรือธนาคารพาณิชย์ และการทำการตลาดในกรณีที่ไม่สามารถส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อให้ลูกค้าได้
ทั้งนี้ คาดว่าธุรกิจเอสเอ็มที่ได้รับความเสียจากน้ำท่วมต้องใช้เงินหมุนเวียนอย่างน้อย 6 เดือนในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เบื้องต้น สสว. จะเสนอให้รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในระดับไม่เกิน 5% เช่น การขยายโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างงานที่ร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานประกันสังคม กับ เอสเอ็มอีแบงก์
ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลขยายวงเงินสินเชื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จากเอสเอ็มีอแบงก์วงเงิน 2,000 ล้านบาท โดยให้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยต้องการเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทและอยากให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง โดยอาจให้กู้วงเงินระดับ 30-40 ล้านบาทต่อราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางได้รับผลกระทบมาก
“เรื่องการเงินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการฟื้นฟูธุรกิจจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อนำมาซ่อมแซมเครื่องจักรอาคารบ้านเรือน เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ รวมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการที่สูญเสียโอกาสทางการตลาด เช่น ส่งออเดอร์ไม่ได้ หรือ ลูกค้ายกเลิกออเดอร์” นายยุทธศักดิ์ กล่าว







