posttoday
อัดกม.แข่งขันการค้าถึงแก้ใหม่ก็ยังไร้น้ำยา

อัดกม.แข่งขันการค้าถึงแก้ใหม่ก็ยังไร้น้ำยา

11 ตุลาคม 2554

สับร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า จี้ดึงรัฐวิสาหกิจเข้าข่ายปรับเกณฑ์ ดันกรรมการฯ เป็นองค์กรอิสระ พ้นพาณิชย์

สับร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า จี้ดึงรัฐวิสาหกิจเข้าข่ายปรับเกณฑ์ ดันกรรมการฯ เป็นองค์กรอิสระ พ้นพาณิชย์

น.ส.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่าร่าง พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่มีการเสนอในรัฐบาลที่ผ่านมาและได้รับการรับรองไปแล้วนั้น เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่ามีจุดที่ควรปรับปรุงและแก้ไข เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2522 ในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่ตัวกฎหมายเอง ไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง เห็นจากการที่ในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเพียง 77 เรื่อง และพบว่ามีการดำเนินคดีความทางกฎหมายเพียง 1 คดี

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวในหลายๆ เรื่อง ก็ยังมองว่ามีอีกหลายมุมที่ควรเสนอให้แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการนำรัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ประกอบธุรกิจไม่ได้แตกต่างจากเอกชน และไม่มีกลไกควบคุมที่ชัดเจน

รวมทั้งถ้าจะให้ พ.ร.บ.นี้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องให้กรรมการแข่งขันการค้า เป็นองค์กรอิสระ เนื่องจากที่ผ่านมาขึ้นกับกรมการภายใน กระทรวงพาณิชย์ จึงโดนมองว่าอาจมีการแทรกแซงได้ และควรลดเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดลงจากมีส่วนแบ่งตลาด 50% และมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาทนอกจากนะต้องมีการกำหนดขอบเขตของตลาดอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าผู้ที่กระทำผิดนั้น กระทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่งในระยะสั้นอาจจะกำหนดด้วยการกำหนดของเขตสินค้าหรือการดูความสัมพันธ์ของราคา และพัฒนาไปใช้การคำนวนที่แม่นยำกว่าในอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็อยากให้ลดเณฑ์ในการตัดสินว่ามีอำนาจเหนือตลาดลงมา เนื่องจากยังค่อนข้างสูงอยู่ โดยในปัจจุบันกำหนดว่าจะต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และมียอดขายสินค้านี้มากกว่า 1,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาจึงจะเข้าเกณฑ์

"ข้อกำหนดที่สูงเกินไป ทำให้มีธุรกิจและผู้ประกอบการไม่กี่ประเภทที่เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.นี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาจจะต้องลงมาดูในรายธุรกิจให้ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานของสินค้าที่เป็นสินค้าใช้งานในชีวิตประจำวัน" น.ส.วรรณวิภางค์กล่าว

สำหรับแนวทางการพิจารณาบทลงโทษนั้น ที่ผ่านมามีการเสนอให้จำคุกไม่เกิน 6 ปีหรือปรับไม่เกิน 12 ล้านบาท ซึ่งหากดูจากข้อกำหนดเรื่องรายได้แล้วถือว่าไม่เหมาะสมกับรายได้ 1,000 ล้านบาทต่อปีของบริษัทที่เข้าข่าย ซึ่งหลายประเทศใช้วิธีกำหนดสัดส่วนบทลงโทษจากรายได้แทน

ขณะที่การพิจารณาใช้บทลงโทษทางอาญานั้น มองว่าไม่ควรเช่นกัน เนื่องจากจะต้องเสียเวลาในการพิสูจน์จนสิ้นสงสัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก และหากมองความผิดในเรื่องนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นอาญา จึงควรแก้ไขเช่นกัน


 

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน