
บมจ.มองดีตุนหุ้นเต็มพอร์ตเหลือเงิน 10% รอช้อน
ในยามวิกฤตมักจะมีโอกาสให้แก่ผู้ที่มองสถานการณ์ได้ขาดและชัดแจ๋วอยู่เสมอๆ สำหรับผู้ที่มีข้อมูลรอบด้านและตัดสินใจทันเหตุการณ์ ซึ่งในภาวะการเมืองอึมครึมเช่นนี้ นักลงทุนยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่เข้าไปซื้อ หรือกลัวจะขาย (หมู) ลองมาฟังความคิดของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้มีโอกาสเข้ามาซักถามแบบเจาะลึกกับ
“สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อบ่ายวันพุธที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าเมื่อได้รับสารที่ส่งมาแล้ว เกิดความสบายใจขึ้นหรือไม่ และต้องปรับพอร์ตอย่างไรกันบ้างวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง พูดได้เต็มปากว่า หลังได้ฟังข้อชี้แจงจากภาครัฐแล้วรู้สึกมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม 100% ว่ารัฐสามารถดูแลแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน
“
เรารู้สึกสบายใจมากในฐานะผู้ลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้สิ่งที่ห่วงมากที่สุดคือเหตุการณ์ปะทะกัน เพราะมีผลต่อการลงทุน แต่เชื่อว่าครั้งนี้จะไม่เหมือนในอดีต”ตอนนี้ยังไม่ต้องปรับพอร์ตการลงทุนแต่อย่างใด และบลจ.บัวหลวงเองก็ยังลงทุนในหุ้นกว่า 90% ของพอร์ตทั้งหมดแล้ว
สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภายหลังรับฟังข้อมูลการเตรียมพร้อมจากรัฐบาล มุมมองการลงทุนไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม และครั้งนี้บริษัทมีการเตรียมพร้อมมากกว่าเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย. 2552 จึงไม่น่าเป็นห่วง และคุ้นเคยกับเรื่องการเมืองที่อยู่คู่เมืองไทยมานานหลายปีแล้ว
“
เราดูพอร์ตเรื่อยๆ อยู่แล้ว และขณะนี้บริษัทถือเงินสดน้อยมาก” สุขวัฒน์ กล่าวรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลับมองปัญหาระงับการลงทุนของโครงการมาบตาพุดส่งผลร้ายต่อการลงทุนที่ชัดเจนกว่าการเมือง บริษัทได้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นบางบริษัทที่ได้รับผลกระทบลงแล้ว
สาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มรุนแรงมากขึ้น แต่กองทุนหุ้นของบริษัทยังถือหุ้นเกือบเต็มพอร์ตประมาณ 90% และเหลือเงินสด 10% ที่พร้อมจะทยอยเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม
บริษัทเชื่อว่าหุ้นขาลงมีโอกาสน้อย ระดับ 680 จุดน่าจะรับอยู่ หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน แต่หากเกิดกรณีใดๆ ขึ้นมาก็ยังเชื่อว่าดัชนีจะไม่ลงไปต่ำกว่า 650 จุด และในทางกลับกันถ้าสถานการณ์การเมืองดีขึ้น หุ้นไทยก็พร้อมจะปรับตัวขึ้น เพราะใกล้ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน และช่วงครึ่งปีคาดว่าดัชนีมีโอกาสแตะ 800850 จุดได้
“
ปัจจุบันผลตอบแทนจากเงินปันผลจากตลาดหุ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 56% สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารระยะสั้นซึ่งอยู่ประมาณ 1% ส่วนต่างห่างกันมาก จึงน่าลงทุนในหุ้นมากกว่าถือเงินสด” สาห์รัช กล่าวสำหรับผลการพิจารณาคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ คาดเดาได้ยากว่าหลังจากนั้นหรือในช่วงเดือนมี.ค. จะมีอะไรเกิดขึ้น เชื่อว่าปัจจัยการเมืองยังคงกดดันหุ้นไทยอยู่ แต่หากมองอีกมุมการพิจารณาคดี ถือเป็นการปลดชนวนไป 1 ลูก อาจทำให้ความกังวลของนักลงทุนลดลงไประดับหนึ่ง คนที่ยังรอจังหวะเข้าก็จะได้ซื้อหุ้น
และหากปัญหาของประเทศกรีซจบลง ความมั่นใจของนักลงทุนจะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง และจะส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น บริษัทจึงแนะนำการลงทุนในหุ้นและโภคภัณฑ์ในปีนี้
ผู้บริหารกองทุนรายหนึ่ง กล่าวว่า หลังจากร่วมรับฟังข้อมูลจากนายสุเทพแล้วคงไม่ต้องปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ เพราะได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว โดยกองทุนจะมีเงินสดประมาณ 10% ของพอร์ตเพื่อรอซื้อหุ้นหากเกิดเหตุจนทำให้หุ้นตกรุนแรง
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า แม้ปัญหาทางการเมืองเข้มข้นมากขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า แต่ช่วงนี้บจ.ประกาศผลกำไรงวดปี 2552 พร้อมจ่ายเงินปันผล และบางบริษัทแจกเงินปันผลในอัตราที่ดีมาก ซึ่งข่าวดีนี้จะมีน้ำหนักด้านบวกที่จะดึงให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้
“
ฝ่ายวิจัยแนะให้นักลงทุนรอซื้อหุ้นแถวๆ 685680 จุด โดยเฉพาะหุ้นปันผลดี”แม้ปัญหาการเมืองจะทวีความร้อนแรง และวันนี้จะมีม็อบเสื้อแดงชุมนุมหน้าธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม แต่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยกว่า 575 ล้านบาท รวมถึงนักลงทุนสถาบันเก็บต่อ 353 ล้านบาท ส่วนหนึ่งอาจจะมองว่าดัชนีใกล้จะถึงจุดต่ำสุดแล้วก็ได้ !!!







