
จยย.ฮอนด้าลาคาร์บูฯมี.ค.ผลิตแต่หัวฉีด
โพสต์ทูเดย์
— ฮอนด้าเลิกผลิตมอเตอร์ไซค์เครื่องคาร์บูเรเตอร์ เดือนหน้าพร้อมเดินหน้าดันตลาดเอ.ที.เต็มรูปแบบ หวังขึ้นแท่นผู้นำให้ได้ หลังแนวโน้มตลาดเอ.ที.ฟันยอด 54% ของตลาดรวมนายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า เปิดเผยว่า ในเดือนมี.ค. ที่จะถึงนี้ ฮอนด้าจะเลิกผลิตรถจักรยานยนต์ที่ไม่ใช้หัวฉีด (คาร์บูเรเตอร์) ทั้ง 3 รุ่นในประเทศไทย ประกอบด้วย ฮอนด้า เวฟ 100 ฮอนด้า โซนิค และฮอนด้า ดรีม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่จะทำการตลาดแต่จักรยานยนต์หัวฉีด ซึ่งขณะนี้สต๊อกรถจักรยานยนคาร์บูเรเตอร์ ก็เหลือไม่มาก
ทั้งนี้ จะผลักดันลูกค้าในกลุ่มเวฟ 100 ให้เป็นลูกค้าของเวฟ 110 ไอ แทน ขณะที่กลุ่มโซนิคจะเปิดตัวสินค้าใหม่ขึ้นมาทดแทน ส่วนกลุ่มดรีมคาดว่าจะหยุดทำตลาดหลังปิดไลน์ผลิต และอาจพิจารณาเปิดไลน์ผลิตรถกลุ่มดังกล่าวในอนาคต
“
เป็นนโยบายของเราที่จะทำตลาดแต่รถจักรยานยนต์แบบหัวฉีดเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมายอดจำหน่ายของรถกลุ่มที่ไม่ใช่หัวฉีดก็เริ่มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และก็มีสต๊อกเหลือไม่มากนัก และเราจะเริ่มปิดไลน์ผลิตตั้งแต่เดือนหน้านี้” นายซากุราอิกล่าวทั้งนี้ ฮอนด้าจะบุกตลาดรถจักรยานยนต์เอ.ที. หรือจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติมากขึ้น โดยเปิดตัวรถจักรยานยนต์ครอบครัวเอ.ที. รุ่นฮอนด้า เวฟ 110 ไอ เอ.ที. เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยจะเริ่มทำตลาดด้วยราคาจำหน่าย 4.49 หมื่นบาท และตั้งเป้าหมายการขาย 5 หมื่นคันต่อปี
ทั้งนี้ ฮอนด้าคาดการณ์ว่าตลาดรถจักรยานยนต์เอ.ที.จะเติบโตและมีสัดส่วนการขายถึง 54% ของยอดจำหน่ายรวมในปีนี้ โดยเพิ่มจากสัดส่วน 46.5% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% หรือมียอดจำหน่ายประมาณ 1.68 ล้านคัน
สำหรับฮอนด้าในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่าย 1.014 ล้านคัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 66% โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในรถจักรยานยนต์แบบเอ.ที. 44% ซึ่งหลังจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ในปีนี้ ฮอนด้าก็ตั้งเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำในทุกตลาดให้ได้ รวมถึงในกลุ่มรถเอ.ที.เช่นกัน
นายซากุราอิ กล่าวถึงแนวโน้มการเติบโตของประเทศไทยว่าภาพรวมของเศรษฐกิจน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องดูปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ฮอนด้าจะพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายถึงผู้บริโภค







