posttoday
ร้องค่าจ้างกก.จังหวัดอนุมัติไม่ตรงกับที่ตกลง

ร้องค่าจ้างกก.จังหวัดอนุมัติไม่ตรงกับที่ตกลง

04 ตุลาคม 2554

ส.อ.ท.ร้องอัตราค่าจ้างที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดอนุมัติ ไม่ตรงกับตอนประชุม เสนอคำนวณค่าจ้างรวมรายได้

ส.อ.ท.ร้องอัตราค่าจ้างที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดอนุมัติ ไม่ตรงกับตอนประชุม เสนอคำนวณค่าจ้างรวมรายได้                

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้หารือกันเบื้องต้นเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดได้เสนอขอปรับตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับปี 2555 โดยมี 48 จังหวัดขอปรับขึ้น 40% จากอัตราค่าจ้างปัจจุบัน และ 23 จังหวัดขอปรับ 30-35% นั้น เท่าที่ส.อ.ท.ได้รับข้อมูลมา ตอนประชุมกับมติที่ออกมาไม่ตรงกัน เช่น ที่จังหวัดบุรัมย์ที่ขอขึ้น 83.7% จาก 166 บาท เป็น 300 บาท  ตัวเลขที่เคาะออกมานี้ ภาคเอกชนไม่ได้เห็นด้วย จึงต้องไปดูว่ามีจังหวัดไหนที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันหรือเปล่า

ขณะเดียวกันเอกชนต้องการให้รัฐบาลมีการนำค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าทำงานล่วงเวลา เบี้ยขยัน มารวมอยู่ในการพิจารณาค่าจ้างด้วย และควรมีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ เช่น การชดเชยส่วนที่ปรับเพิ่มขึ้นให้แก่เอกชน ตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพมหานครปรับเพิ่มขึ้น 40% รัฐบาลช่วยจ่ายชดเชยให้เอกชน 20% ในปีที่ 1 และอีก 20% เอกชนเป็นผู้จ่าย ส่วนปีที่ 2 ก็จะการจ่ายชดเชยเหลือ 13.3%และปีที่ 3 ก็ลดการจ่ายชดเชยเหลือ 6.6% สุดท้ายเอกชนก็จะเริ่มปรับตัวจนรัฐบาลไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ส.อ.ท.ได้สรุปแนวทางการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (ไตรภาคี) ที่จะมีการหารือเพื่อวางกรอบแนวทางดำเนินงานในวันที่ 5ต.ค.แล้ว โดยการจัดทำข้อเสนอได้อิงเหตุผลสำคัญคือลดแรงผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยจากปัญหาน้ำท่วม และเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะซบเซาและจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2555  

สำหรับแนวทางที่เสนอประกอบด้วย 2 แนวทางดำเนินการ ได้แก่ 1. ยึดกรอบการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันแต่ต้องตีความหมายของคำว่าค่าจ้างเป็นรายได้ที่จะรวมกับเบี้ยเลี้ยง สวัสดิการต่างๆ และค่าล่วงเวลา(โอที) โดยให้ปรับขึ้นใน 7 จังหวัดนำร่องได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และภูเก็ตได้ทันทีวันที่ 1 ม.ค. 2555  ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 180 บาทต่อวันให้ทำการทยอยปรับขึ้นในกรอบระยะเวลา 3 ปี โดยวันที่ 1 ม.ค. 2555 ปรับขึ้นอีก 40 บาทต่อวันจนครบเป็น 300 บาทต่อวันในวันที่ 1 ม.ค. 2557 

ส่วนแนวทางที่ 2 หากคณะกรรมการไตรภาคียืนยันที่จะต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศมีผลทันทีวันที่ 1 ม.ค. 2555 และไม่เกี่ยวกับคำว่ารายได้ ซึ่งค่าแรงจะขึ้นจากปัจจุบันในแต่ละจังหวัด 40%   ดังนั้นส่วนที่ปรับขึ้น 40% ให้นำมาหาร 2 โดยครึ่งหนึ่งให้เอกชนรับภาระแต่อีกครึ่งหนึ่งรัฐบาลจะต้องจัดหาเงินงบประมาณมาชดเชยให้และให้ทยอยปรับขึ้นค่าจ้างไปยังเอกชนเพื่อลดภาระการดูแลจากรัฐจนเอกชนจ่ายครบในระยะเวลา 4 ปี

ทั้งนี้ ส.อ.ท.ต้องการแนวทางแรกมากกว่า แต่คงอยู่ที่การตกลงกัน ดังนั้นจึงได้เสนอให้กรอบเวลาเนื่องจากหากคำนวณลูกจ้างรายวันตามระบบประกันสังคมมีอยู่ประมาณ 5 ล้านคนและคาดว่าใน 2.5 ล้านคนนั้นเป็นแรงงานที่ยังไม่ได้รับค่าจ้างถึง 300 บาทต่อวันดังนั้นเมื่อมีการปรับขึ้น 40% ทันที 1 ม.ค. 2554 ทั่วประเทศและส่วนนี้ให้รัฐเข้ามาชดเชยก่อนครึ่งหนึ่งก็จะคิดเป็นเงินที่รัฐต้องเตรียมการไว้อย่างน้อย 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน