
ตลาดแตกแบล็กมันเดย์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วนอย่างหนัก นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ ตราสารทุน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วนอย่างหนัก นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ ตราสารทุน
และสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง หลังจากที่ผลการประชุมประเทศผู้นำเศรษฐกิจ 20 แห่ง (จี20) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไม่มีมาตรการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของยูโรโซนที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้การซื้อขายหุ้นและโลหะมีค่าเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. กลายเป็นวันจันทร์ทมิฬ หรือ “แบล็กมันเดย์”
ทันทีที่ตลาดหุ้นและตลาดโลหะมีค่า ทั้งทองคำและเงินเปิดทำการ ราคาก็ร่วงลงอย่างรุนแรง ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดที่ 867.86 จุด ลดลง 90.30 จุด หรือ 9.42% จนทำให้ระบบการซื้อขายชะงักไปประมาณ 56 นาที ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นมารตรการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว (เซอร์กิตเบรกเกอร์) ของตลาดหลักทรัพย์ แต่ต่อมาได้รับการชี้แจงว่า เป็นเพราะระบบการซื้อขายขัดข้อง ยังไม่มีการนำเซอร์กิตเบรกเกอร์มาใช้แต่อย่างใด เนื่องจากดัชนียังปรับตัวลดลงไม่ถึง 10% ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
หลังจากระบบซื้อขายกลับมาเป็นปกติ ปรากฏว่าดัชนีหุ้นไทยรีบาวด์กลับขึ้นมาทันที 30 จุด อย่างน่าอัศจรรย์ สร้างความสงสัยไปทั่วว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ “ปลั๊กหลุด” มีใครเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดหรือไม่ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ชี้แจงได้เพียงว่า เป็นการขัดข้องทางเทคนิค และ “ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้”...อย่างไรก็ตามดัชนีหุ้นไทยในวันจันทร์ทมิฬยังคงปิดตลาดลดลงถึง 54.10 จุด หรือ 5.65% รวม 3 วันทำการตั้งแต่วันที่ 22-26 ก.ย. 2554 ดัชนีลดลง 124.99 จุด หรือ 13.8% มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หายวับ 1 ล้านล้านบาท
ด้านตลาดทองคำเงินวิกฤตไม่แพ้กัน ราคาทรุดฮวบตั้งแต่เปิดการซื้อขาย โดยราคาทองคำลดลงจากระดับ 1,647 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 1,531 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลดลง 116 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 7.04% ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาปิดตลาดเหนือระดับ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาโลหะเงินลดลงจากระดับ 31.88 เหรียญสหรัฐต่อทรอยเอานซ์ ไปแตะจุดต่ำสุดที่ 26 เหรียญสหรัฐต่อทรอยเอานซ์ ลดลง 5.88 เหรียญสหรัฐต่อทรอยเอานซ์ หรือ 18.44% ก่อนที่จะเด้งขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 28.94 เหรียญสหรัฐต่อทรอยเอานซ์
ความปั่นป่วนของตลาดเงินตลาดทุนยังส่งผลกระทบต่อบรรดากองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เพราะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าวลดลงถึง 11.13% ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ขณะที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ผลตอบแทนลดลง 10.18% กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดลง 10.81%
ความรุนแรงของ “แบล็กมันเดย์” ส่งผลให้สภาธุรกิจตลาดทุนไทยต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสนอมาตรการ 7 ข้อ ให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการเงินที่กำลังบานปลายอย่างหนัก เช่น ทบทวนและเรียงลำดับความสำคัญของนโยบาย ทบทวนนโยบายที่ส่งผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% จัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกับวายุภักษ์เพื่อลงทุนในบริษัทที่พื้นฐานดี ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
ด้าน กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ออกมาระบุว่า รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรดูแลตลาดหุ้นเป็นกรณีพิเศษ และไม่อยากให้นักลงทุนเป็นกระต่ายตื่นตูม เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง มีเงินตราระหว่างประเทศจำนวนมาก แต่ในระยะสั้นนักลงทุนต่างประเทศอาจดึงเงินกลับ จึงอยากให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ขณะเดียวกันมองว่าเป็นโอกาสของของนักลงทุนที่ไม่ได้ลงทุนในช่วงที่ดัชนีขึ้นไปถึงระดับ 1,000 จุด
ผลพวงจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอย ทำให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2554 ลงเหลือ 3.84.3% หรือมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4% จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 45% หรือมีค่าเฉลี่ยที่ 4.5% ซึ่ง สศค.ให้เหตุผลว่า นอกจากความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกแล้ว ปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานานในหลายจังหวัดได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 24 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีลดลง 0.20.3% และทำให้การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.5% หรือมีค่าเฉลี่ย 4.5%
ส่วนกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางปรับฐานภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา โดยในส่วนของภาษีนิติบุคคลจะลดลงจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ซึ่งหลังจากปรับแล้วจะลดสิทธิพิเศษที่ได้รับจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ส่วนภาษีบุคคลธรรมดาจะปรับลดสิทธิประโยชน์จากการซื้อประกันและกองทุน LTF เพราะคนที่ซื้อประกันและกองทุนดังกล่าว นอกจากจะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีแล้ว ดอกผลที่เกิดจากธุรกรรมดังกล่าวยังได้รับการยกเว้นภาษีอีก ทำให้เป็นภาระงบประมาณจำนวนมาก นอกจากนี้จะเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จากเดิมเสียครั้งเดียวตอนซื้อรถเป็นเก็บภาษีสรรพสามิตอัตราก้าวหน้ารายปี ตลอดจนให้ศึกษาว่าควรเก็บภาษีจากตลาดหลักทรัพย์หรือไม่
ปิดท้ายที่โครงการบ้านหลังแรกและรถคันแรกที่มีความชัดเจนแล้ว สำหรับโครงการบ้านหลังแรก คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้นำเงินซื้อบ้านไปยกเว้นภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 10% ของราคาบ้านแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท จากเดิมที่ให้นำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา รวมทั้งให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 3 ปี สำหรับบ้านที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนโครงการรถคันแรก ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับแก้หลักเกณฑ์อีก แม้จะมีหลายค่ายรถเรียกร้องให้เพิ่มขนาดกระบอกสูบจากเดิม 1500 เป็น 1600 ซีซี รวมถึงให้เพิ่มสิทธิกับรถนำเข้าก็ตาม โดยรัฐบาลจะจัดงานเปิดตัวโครงการดังกล่าวในวันที่ 11 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา







