
บ้านหลังแรกไร้น้ำยา ปลุกดีมานด์ไม่ขึ้น เอกชนขอลุยเอง
หลังจากถูกโจมตีว่าช่วยคนรวยมากกว่าคนรายได้น้อย
หลังจากถูกโจมตีว่าช่วยคนรวยมากกว่าคนรายได้น้อย
ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการบ้านหลังแรกกันใหม่ จนกลายเป็นเวอร์ชัน 1.1 เปลี่ยนการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ซื้อบ้านจากเดิมให้นำเงิน 10% ของราคาบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท มาหักค่าลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี เป็นให้นำเงิน 10% ของราคาบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท มาหักภาษีที่จะต้องจ่ายได้ทันที
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาท ให้นำเงิน 10% ของราคาบ้าน ก็คือ 1 แสนบาท มาหักภาษีได้ 5 ปี หรือปีละ 2 หมื่นบาท ถ้าผู้ซื้อบ้านต้องจ่ายภาษีปีละ 2.5 หมื่นบาท ก็สามารถนำเงิน 2 หมื่นบาท มาหักจากภาษีที่ต้องจ่าย 2.5 หมื่นบาท เหลือภาษีที่ต้องจ่ายในปีนั้นเพียง 5,000 บาท
อีกกรณีถ้าผู้ซื้อจ่ายภาษีเพียงปีละ 1.5 หมื่นบาท ขณะที่เงินจากการซื้อบ้านได้ปีละ 2 หมื่นบาท จะหักได้เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายภาษีเท่านั้น นั่นคือ หักได้ 1.5 หมื่นบาท ส่วนต่างที่เกิดขึ้น 5,000 บาท ผู้ซื้อบ้านจะไม่ได้รับคืน แต่อย่างใด
การปรับเงื่อนไขของมาตรการบ้านหลังแรก เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลพยายามทำให้เห็นว่าได้เพิ่มเม็ดเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้นเพื่อที่จะไม่ถูกครหาว่าไม่ช่วยคนจน
แต่ถ้าดูกระบวนการจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว จะพบว่าบ้านหลังแรกเวอร์ชันใหม่นี้ก็แทบไม่ได้ช่วยคนมีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางอยู่ดี และยังคงยืนอยู่บนหลักการ คนซื้อบ้านราคาแพง มีฐานภาษีสูง ได้ประโยชน์มากกว่า เหมือนเดิม
โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ที่จะซื้อบ้านราคา 5 แสนบาท ไปถึงบ้าน 12 ล้านบาท แม้ว่าจะได้เงินจากการซื้อบ้านมาหักภาษีได้ปีละ12 หมื่นบาท แต่ก็ยังขาดทุน เพราะภาษีที่จ่ายจริงแต่ละปีค่อนข้างต่ำ หรือไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ยิ่งคนที่ซื้อบ้านราคาแพง ฐานภาษีสูง สามารถนำเงิน 10% ของราคาบ้านไปหักภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกบาททุกสตางค์
ดังนั้น ภาคเอกชนอสังหาริมทรัพย์จึงเห็นว่ามาตรการทางภาษีของบ้านหลังแรกนั้นยังไม่สามารถจูงใจคนชั้นกลางให้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรกได้ หรือไม่สามารถจะสร้างดีมานด์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในตลาด
ประกอบกับการสนับสนุนเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ย 0% ของรัฐก็ยังไม่ชัดเจน และผลกระทบจากน้ำท่วม และวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ทำให้เอกชนต้องหันมาปลุกตลาดด้วยตัวเองในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
จากการสำรวจบรรยากาศในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 25 พบว่า ผู้ประกอบการหลายรายเลือกจับมือกับสถาบันการเงินใช้แคมเปญดอกเบี้ย 0% กระตุ้นความสนใจซื้อ โดยให้ระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน ไปจนถึง 3 ปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการใช้กลยุทธ์ดาวน์ต่ำ หรือให้อยู่ฟรี 1 ปี รวมทั้งการให้ส่วนลดราคาบ้านกันอย่างคึกคัก
วสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพร์ส เห็นว่า การที่ผู้ประกอบการหลายค่ายเลือกใช้แคมเปญ 0% เป็นเพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด หลายรายต้องการเร่งการตัดสินใจของผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจจะยังรอนโยบาย 0% ของภาครัฐอยู่
สมนึก ตันฑเทอดธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง กล่าวว่า บรรยากาศในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้คาดว่าจะคึกคักมากขึ้น หลังจากที่มีช่วงชะลอตัวไประยะหนึ่งจากการที่ผู้ซื้อรอนโยบายของภาครัฐ อีกทั้งการที่ผู้ประกอบการทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ พร้อมกับชูจุดขายเรื่องต้นทุนเก่า ก่อนปรับราคาจะยิ่งกระตุ้นความสนใจให้กับผู้ซื้อได้มากขึ้นตลาด 3 เดือนสุดท้ายจะถูกโหมด้วยสารพัดแคมเปญการตลาด หลังจากรีรอมาตรการรัฐอยู่นาน และเมื่อออกมาแล้วก็ยังไม่อาจจะปลุกตลาดสร้างกำลังซื้อใหม่ๆ ได้อย่างที่คาดหวัง สุดท้ายตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเป็นทางออกที่ดีที่สุด







