
ร้องรัฐตัดสินใจแผนแก้น้ำท่วมซ้ำซาก
สถานการณ์อุทกภัยซ้ำซากตลอด 5 ปีมานี้ นอกจากการเสียงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทกับการชดเชย
สถานการณ์อุทกภัยซ้ำซากตลอด 5 ปีมานี้ นอกจากการเสียงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทกับการชดเชย
โดย...สิทธินี ห่วงนาค
สถานการณ์อุทกภัยซ้ำซากตลอด 5 ปีมานี้ นอกจากการเสียงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทกับการชดเชย เยียวยา ความเสียหายให้กับประชาชนและเกษตรกรที่ผลผลิตเสียหาย ยังส่งผลถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รวมถึงความสูญเสียของประชาคมที่เริ่มแตกแยกกันเพิ่มขึ้นระหว่างพื้นที่น้ำท่วมกับน้ำไม่ท่วม
ดังนั้น ฝ่ายปฏิบัติการอย่าง รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจจะใช้แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่ได้ศึกษาไว้แล้วหรือไม่ เพราะหลายโครงการเหลือเพียงการตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย
รูปแบบการแก้ไข เห็นว่าจะต้องสร้างทั้งอ่างเก็บน้ำ และหาทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำออกสู่ทะเลได้เร็วที่สุด แต่ละพื้นที่จำเป็นต้องมีเครื่องมือบริหารจัดการน้ำในลักษณะเป็นชุด เพื่อเสริมการทำงานระหว่างกัน เช่น ภาคเหนือลุ่มน้ำปิง นอกจากเขื่อนภูมิพลแล้ว จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีอ่างเก็บน้ำเข้ามาช่วยเสริมเพิ่มเติมด้วย ซึ่งในลุ่มน้ำปิง กรมชลประทานได้ศึกษาไว้แล้วว่าจำเป็นต้องมีอะไร การทำงานเป็นชุดจะได้ผลดี เหมือนเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีเขื่อนนเรศวร และเขื่อนแควน้อย มาช่วยเสริมการทำงาน
ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำนอง ควรเตรียมพื้นที่รับน้ำเป็นแก้มลิง เช่น บึงบอระเพ็ด แก้มลิงทะเลหลวง แก้มลิงบึงสีไฟ และแก้มลิงในลุ่มเจ้าพระยา เป็นต้น ส่วนทางระบายน้ำ จำเป็นต้องหาเส้นทางอื่นช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งในฝั่งเจ้าพระยาตะวันออกและตะวันตก เช่น โครงการการพัฒนาศักยภาพแม่น้ำท่าจีน เพื่อระบายน้ำฝั่งตะวันตก หรือการเพิ่มศักยภาพ การระบายน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตในฝั่งเจ้าพระยาตะวันออก ที่มีปัญหาในส่วนของทางลอดทางรถไฟ และทางลอดของถนนบางนาตราด การพัฒนาคลองชัยนาทป่าสัก เพื่อการระบายน้ำออกทะเลฝั่งตะวันออก ทั้งหมดมีการศึกษาไว้ แต่บางโครงการไม่มีงบ บางโครงการประชาชนต่อต้าน
ด้านลุ่มน้ำยม ที่ผ่านมามีการศึกษาโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ได้รับการต่อต้านมาก ทำให้เกิดอุปสรรคในการศึกษาโครงการอื่น จนปัจจุบันมีการพูดถึงเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน และเขื่อนแม่น้ำยมตอนล่าง ทั้งหมดกรมชลประทานระบุว่าโอกาสเกิดได้มากกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้น
ที่ผ่านมาลุ่มน้ำยมคนมองแต่น้ำบนดิน ทั้งที่ข้อเท็จจริงในฤดูแล้งมีการใช้น้ำบาดาลทำการเกษตรปริมาณเท่ากับน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ 1 ลูก ทำให้ระดับน้ำบาดาลในพื้นที่เหล่านี้ลดต่ำลงทุกปี ส่วนพื้นที่อื่นที่มีการ สร้างเขื่อน เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระดับ น้ำบาดาลที่เคยลึกมากกลับมาอยู่ระดับลึกจากพื้นที่ดิน 3 เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตร ดิตถ์ ระดับน้ำบาดาลกลับมาที่ระดับลึกจากผิวดิน 5 เมตร ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเขื่อนคือคำตอบ แต่เมื่อประเทศไทยไม่ได้มีป่า 7080 ล้านไร่เป็นที่เก็บน้ำ เหลือป่าเพียง 21% และโดนลักลอบทำลายเกือบทุกวัน จึงเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันคิดว่าควรจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร จะได้เริ่มต้นสักที
วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องหาที่อยู่ให้น้ำ เมื่อฝนตกในภาคเหนือ ไม่มีที่อยู่ ก็ไหลมาภาคกลางตามแรงโน้มถ่วง ภาคกลางที่เป็นที่ราบลุ่ม กลายเป็นที่รับน้ำโดยสภาพ ตราบใดที่น้ำเหนือไม่หมด น้ำภาคกลางก็จะไม่หมด ฉะนั้นเมื่อไม่มีการแก้ไขต้นเหตุ ก็ยากที่จะแก้ปลายทาง
ดังนั้น แม่น้ำยมจำเป็นต้องมีเขื่อน แต่จะเป็นเขื่อนอะไรก็ไปว่ากัน เพื่อจะได้ช่วยบริหารน้ำ ลดปริมาณน้ำที่จะหลากลงมา ทำให้ระยะเวลาการท่วมขังน้อยลง
ทุกวันนี้การระบายน้ำมีแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นเดียวที่ใช้เป็นเส้นหลักรับน้ำ เพราะแม่น้ำท่าจีนที่กำลังศึกษาจะให้มีการขยาย ยังศึกษาไม่เสร็จ หากทำคลองลัดได้เหมือนคลองลัดโพธิ์น้ำจะออกสู่ทะเลเร็วขึ้น แต่ขณะนี้ศึกษาไม่เสร็จเพราะประชาชนบางส่วนไม่ต้องการให้น้ำจืดลงไปมาก จะกระทบพื้นที่หอยแครงและนาเกลือ ขณะนี้แนวทางการศึกษาการขุดคลองเพิ่มอีก 1 สาย ในพื้นที่เจ้าพระยาตะวันตก เป็นเส้นทางใหม่เพื่อตัดยอดน้ำ ก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา กำลังศึกษาร่วมกับกรมทางหลวง ที่จะทำวงแหวนตะวันตก ซึ่งจะได้ประหยัดค่าเวนคืนที่ดิน
โครงการนี้น่าจะมีโอกาสเกิดมากที่สุด แต่ทั้งหมดต้องอยู่ที่ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการศึกษาและการก่อสร้าง ต้องให้เป็นโครงการเร่งด่วน ถ้าไม่ทำน้ำก็จะมาอย่างนี้ทุกปี เพราะโลกเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ประเทศไทยไม่ได้มี 3 ฤดู ถูกต้องตรงตามฤดูกาลทั้งหมด อนาคตโอกาสจะมีปัญหาท่วมซ้ำทุกปีเพิ่มมากขึ้น







