posttoday
ไอทีมีโอกาสโตในอุตฯโลจิสติกส์

ไอทีมีโอกาสโตในอุตฯโลจิสติกส์

29 กันยายน 2554

ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน เปิดผลวิจัยโดยระบุว่าเทคโนโลยีสื่อสารไอทีมีโอกาสเติบโตสูงในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน เปิดผลวิจัยโดยระบุว่าเทคโนโลยีสื่อสารไอทีมีโอกาสเติบโตสูงในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

ที่มีอัตราการเติบโตสูงรับการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน (ASEAN Free Trade Agreement)

คาวาน มุตยา หุ้นส่วนบริษัทและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านโลจิสติกส์ ภูมิภาคอาเซียน จากบริษัท ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน ซึ่งเป็นองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก กล่าวในงานบรรยายเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยบนเวทีโลจิสติกส์อาเซียน” ซึ่งจัดภายในงาน Thailand International Logistics Fair 2011 (TILOG 2011) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ว่าการเติบโตทางด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางอากาศ รวมทั้งสถานที่ตั้งของประเทศไทยที่ดีเยี่ยม อาทิ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะส่งเสริมตำแหน่งของประเทศไทยในตลาดการขนส่งทางอากาศแห่งภูมิภาคอาเซียนซึ่งประเทศไทยต้องใช้เทคโนโลยีสื่อสารไอทีที่ล้ำหน้า

 

ไอทีมีโอกาสโตในอุตฯโลจิสติกส์

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยยังมีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารไอทีในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในระดับต่ำ ด้วยอัตราที่น้อยกว่า 30% โดยเฉพาะการบริหารคลังสินค้า การใส่บาร์โค้ด (Bar Coding) และระบบการจัดการขนส่ง การใช้เทคโนโลยีต่างๆ อาทิ RFID/ระบบป้ายสินค้าอัจฉริยะ (Smart Labeling System) และ GPS/ระบบติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking System) ในอาเซียน ยังคงถูกใช้ในระดับต่ำ ซึ่งมีผู้ใช้โลจิสติกส์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้น้อยกว่า 30%

นอกจากนี้ บริษัทโลจิสติกส์จากนานาชาติ อาจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดำเนินการของภูมิภาคในการให้บริการลูกค้าทางด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ เนื่องจากบริษัทรถยนต์ต่างชาติ อาทิ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม)และโตโยต้า ได้เลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว

มร. มุตยา กล่าวต่อว่า การจัดจ้างบริษัทภายนอกแบบดั้งเดิม (Classic Outsourcing) อาทิ การขนส่ง, freight forwarding และคลังสินค้า เป็นสิ่งที่ต้องการมากที่สุดหลังจากการจัดทำกิจกรรมโลจิสติกส์ในปี 2554 บริการเสริมต่างๆ อาทิ การบรรจุกล่องและป้ายสินค้า (packing & labeling), reverse logistics, fleet management และ order picking ได้ถูกจัดอยู่ 1 ใน 10 อันดับของการจัดจ้างบริษัทภายนอกสำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในอาเซี่ยน

อข้อตกลงเสรีทางการค้าอาเซียน มีส่วนช่วยอย่างมากในการลดข้อกีดกันและทำให้การค้าในภูมิภาคอาเซียนมีอิสระมากขึ้น การให้บริการอย่างมีอิสระอยู่ในกำหนดการของอาเซียนที่จะต้องบรรลุภายในต้นปี 2558การยกระดับข้อกีดกันทางการค้าท่ามกลางประเทศสมาชิกจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเสนอบริการครบวงจรที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทต่างชาติจะถูกโน้มน้าวให้ลงทุนในภูมิภาคเนื่องจากความสะดวกในการทำธุรกิจ รวมทั้งประเทศอาเซี่ยนต่างมีทำเลอนู่ในศูนย์กลางและเข้าถึงได้ง่ายจากประเทศส่งออกทั้งหมด อาทิ อินเดีย ญี่ปุ่น บัลคลาเทศ ส่งผลให้ภูมิภาคเป็นศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์และศูนย์กลางธุรกิจ ภูมิภาคอาเซี่ยนเป็นเสมือนศูนย์กลางอำนวยให้สินค้าถูกขนย้ายจากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ดังนั้น บทบาทของการเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างประเทศ (transhipment hub) ถูกคาดว่าจะให้โอกาสทางธุรกิจที่ดีแก่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซี่ยน

มร. มุตยา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ระบบขนส่งครบวงจรเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศในอาเซี่ยนในการพิสูจน์ความสามารถทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยในการสร้างให้อาเซี่ยนเป็นตลาดเดียวที่มีการขนส่งสินค้า บริการ ทุนและแรงงานได้อย่างเสรี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในท้ายที่สุด การให้บริการที่มีประสิทธิภาพของผู้ให้บริการทางด้าน 3PL (3PL providers) ขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ถนน การสื่อสาร ท่าเรือและสนามบิน ระดับโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) แตกต่างจากสิงคโปร์ ซึ่งตั้งตำแหน่งตนเองเป็นศูนย์กลางของ supply chain management เนื่องจากครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานโลก ระดับปัจจุบันของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อยู่ในระดับปานกลางถึงก้าวหน้า ส่วนประเทศเขมร เวียดนาม ลาวและพม่าอยู่ในระดับกำลังพัฒนา (underdeveloped)

ไอทีมีโอกาสโตในอุตฯโลจิสติกส์

นอกจากนี้ จากผลการสำรวจผู้ใช้ทางด้านโลจิสติกส์พบว่า เหตุผลที่ทำให้พวกเขาต้องจ้างผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งรายหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากการให้บริการที่จำกัด ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และพื้นที่การให้บริการที่จำกัดผู้ใช้ให้คุณค่าสำคัญที่ความสะดวก มูลค่าเพิ่มของบริการโดยปราศจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ควรขยายขอบเขตการให้บริการและให้ความสำคัญอย่างมากที่คุณภาพเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น มร. มุตยา ได้แสดงความยินดีกับบริษัททั้ง 3 ที่ชนะรางวัล Export Logistics Model Award 2011 (ELMA 2011) เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีไอทีในกระบวนการโลจิสติกส์เป็นปัจจัยหลัก ได้แก่ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จํากัด ผู้ชนะรางวัลประเภทการจัดการโลจิสติกส์ของกลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (ขนาดใหญ่), บริษัท ฮาซเคม โลจิสติกส์ แมเนจเมนท์ จำกัด ผู้ชนะรางวัลประเภทการจัดการโลจิสติกส์ของกลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (SME), บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด ผู้ชนะรางวัลประเภทการจัดการโลจิสติกส์ของกลุ่มผู้ให้บริการคลังสินค้า (SME) โดยเกณฑ์การตัดสินรางวัลจากปัจจัยธุรกิจทั้ง 7 ด้าน ดังนี้ วิสัยทัศน์ (vision), ภาวะผู้นำขององค์กร (leadership organization), การวางแผนทางด้านกลยุทธ์ทางด้านโลจิสติกส์ (strategic planning in logistics), การใช้เทคโนโลยีไอทีในกระบวนการโลจิสติกส์, การให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล, กระบวนการบริหารในโลจิสติกส์, และผลทางธุรกิจในโลจิสติกส์

เขากล่าวสรุปว่า “บริษัทที่ชนะรางวัล ELMA 2011 ได้แสดงภาวะผู้นำรวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารไอทีในกลุ่มธุรกิจของเขาได้อย่างโดดเด่นและมีประสิทธิภาพ ผมมั่นใจว่ารางวัล ELMA 2011 จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของบริษัทที่ชนะให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

&<2288;

m
 

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน