
'เปิดเสรีประกัน'ใช่ว่าเบี้ยจะถูก!
สุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย พร้อมคณะกรรมการบริหรสมาคม
โดย...วารุณี อินวันนา
สุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย พร้อมกับคณะกรรมการบริหาร สมาคม ที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการธุรกิจประกันชีวิต ออกมาชี้แจงปัจจัยในการคิดคำนวณเบี้ยประกันชีวิตไทย ยึดมาตรฐานสากล และยืนยันหนักแน่นว่า
“การเปิดเสรี ไม่ทำให้เบี้ยประกันชีวิตของไทยเท่ากับต่างประเทศ”
เนื่องจากบริษัทที่จะเข้ามาขายประกันชีวิตให้คนไทย จะต้องใช้อัตรามรณะ หรืออัตราการเสียชีวิตของคนไทยในการรับประกันชีวิตคนไทย เพราะไม่อาจเอาราคาเบี้ยของประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า คนอายุยืนกว่า มาใช้กับไทยได้
ฉะนั้น การที่มองว่าหากเปิดเสรีแล้วจะทำให้เบี้ยประกันชีวิตไทยถูกลง ตามที่ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) จุดประเด็นเรื่องเบี้ยประกันชีวิตไทยสูงกว่าเบี้ยประกันชีวิตในสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่าเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และเสนอว่าควรจะมีการเปิดเสรีธุรกิจประกันชีวิตเพื่อให้เกิดการแข่งขัน จะทำให้ราคาเบี้ยประกันต่ำลง จึงเป็นไปได้ยาก
สุทธิ ยืนยันว่า จำนวนบริษัทที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้เบี้ยแพงหรือถูก แต่ราคาจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ทำประกันภัย อัตราการเสียชีวิตของแต่ละประเทศ ขนาดของบริษัท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเทศ ซึ่งสูตรในการคำนวณเบี้ยประกันจะอิงมาตรฐานที่บริษัทประกันชีวิตทั่วโลกใช้กัน
กรณีเปิดเสรีแล้วบริษัทต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจประกันชีวิตในไทย ไม่เพียงแต่นำสินค้าเข้ามาขายเท่านั้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลลูกค้าในไทยด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินหากเกิดกรณีพิพาท เพราะบริษัทต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียนในไทย
นอกจากนี้ บริษัทประกันชีวิตในไทย “ไม่มีวันที่จะกำหนดราคาเบี้ยเท่ากับต่างประเทศ” ซึ่งเบี้ยประกันชีวิตในไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ มีทั้งที่ถูกกว่าและแพงกว่า
สำหรับเหตุผลที่แพงกว่า เพราะ 1.ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในแต่ละประเทศของคนแต่ละช่วงอายุแตกต่างกัน โดยไทยจะมีการจัดเก็บสถิติจากลูกค้าที่ทำประกันจากทุกบริษัทเป็นเวลา 10 ปี แล้วนำมาเฉลี่ยเป็นอัตราการเสียชีวิตเพื่อคำนวณออกมาเป็นอัตรามรณะ โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาตรฐานเดียวกับที่ทั่วโลกใช้
หลังจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะเป็นผู้พิจารณาลำดับสุดท้ายโดยอิงสูตรการคำนวณเดียวกับที่ทั่วโลกใช้ โดยเป็นระดับที่ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ขณะที่บริษัทประกันก็ต้องอยู่ได้
2.ค่าใช้จ่ายของการรักษาโรคแต่ละโรคในแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งไทยค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% แต่บริษัทประกันชีวิตไม่สามารถที่จะปรับเบี้ยประกันขึ้นได้ โดยเฉพาะเบี้ยประกันสุขภาพ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปีในการทบทวน ซึ่งจะมีการควบคุมค่าใช้จ่ายภายใน เพราะการขึ้นเบี้ยต้องคำนึงถึงราคาคู่แข่งขันด้วย
3.จำนวนผู้ทำประกันชีวิตในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ทำให้ปริมาณของผู้ที่จะเข้ามาเฉลี่ยภัยไม่เท่ากันยกตัวอย่าง ฌาปนกิจของหมู่บ้าน ถ้าคนหนึ่ง เสียชีวิต จะไปเก็บเงินจากเพื่อนบ้าน ถ้าสมาชิกหมู่บ้านมีจำนวนมาก ก็จะเก็บเงินน้อย ถ้าสมาชิกมีน้อยก็จะจ่ายเงินช่วยเหลือสูง ซึ่งการประกันชีวิตมีการทำระดับประเทศ ความเสี่ยงจะกระจาย จึงใช้อัตราการเสียชีวิตจากคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สิงคโปร์ที่เบี้ยถูกกว่าไทย เพราะจำนวนผู้ทำประกันของเขาสูงกว่าประเทศไทยถึง 3 เท่า หรือ 300% และมาเลเซียมีคนซื้อประกันสูงถึง 200% ของประชากร ขณะที่ไทยมีผู้ทำประกันแค่ 28% ของจำนวนประชากร จำนวนคนเข้ามาเฉลี่ยภัยมีน้อย
ฉะนั้น โอกาสที่เบี้ยประกันชีวิตไทยจะถูกลงต้องมีจำนวนคนทำประกันชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการปรับตารางมรณะใหม่ที่เริ่มใช้ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ราคาเบี้ยประกันชีวิตต่ำลงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 20%
4.ค่าใช้จ่ายในการจัดการของบริษัทประกันชีวิตในแต่ละประเทศแตกต่างกัน และขนาดของบริษัทที่แตกต่างกันทำให้ต้นทุนแตกต่างกันเช่น บริษัทที่มีขนาดใหญ่ ต้นทุนจะต่ำกว่า เทียบได้กับโรงงานขนาดใหญ่ ผลิตสินค้า 1 ชิ้น จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าบริษัทขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดเล็กก็ไม่สามารถที่จะเก็บเบี้ยแพงกว่าคู่แข่งขันได้ในเปอร์เซ็นต์ที่สูง เพราะถ้าแพงเกินไปก็สู้คู่แข่งไม่ได้ ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น ก่อนจะมีการซื้อประกันจะมีการเปรียบเทียบราคา เงื่อนไข หากแพงเกินไปก็ขายไม่ได้
แม้ว่าในปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขายจะลดลงในบางช่องทางการจัดจำหน่าย แต่ก็ไม่สามารถที่จะทุ่มไปกับช่องทางใดช่องทางหนึ่งได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้บริโภคจะเข้าถึงประกันทางช่องทางไหนเช่น ช่องทางการขายผ่านธนาคาร หรือ ทางโทรศัพท์
กรณีที่มองว่าบริษัทประกันชีวิตจ่ายค่านายหน้าให้ตัวแทนสูงถึง 40% ในปีแรก ไม่ได้สูงจนเกินความเป็นจริง ทาง คปภ.มีการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพราะตัวแทนจะมีต้นทุนในการออกไปหาลูกค้า ซึ่งออกไปหา 10 ราย อาจขายได้เพียง 1 ราย ส่วนปีต่อไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและดูแลลูกค้า 2% หรือ 1% และไม่ได้จ่ายค่านายหน้า 40% ทุกแบบประกัน เพื่อให้ตัวแทนมีรายได้และอยู่ในอาชีพได้
ทั้งนี้ ทางผู้ประกอบการธุรกิจประกันชีวิตยอมรับว่ามีตัวแทนที่ร่ำรวยมาจากการขายประกันชีวิต แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ตัวแทนส่วนใหญ่มีรายได้เพียงอยู่ในอาชีพได้ และเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนกับอาชีพอื่นๆ และทำให้ธุรกิจขยายตัวได้
สำหรับกรณีที่เบี้ยประกันถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจำนวนผู้ที่ทำประกันภัยในประเทศไทยมีมากกว่า และสภาพแวดล้อมทางสังคมดีกว่า โดย คปภ.ออกมายกตัวอย่างให้เห็น เช่น เบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองชั่วระยะเวลา ซึ่งเป็นการคุ้มครองกรณีเสียชีวิตอย่างเดียว ไม่มีเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา เพศหญิงอายุ 26 ปี คุ้มครอง 15 ปี ทุนประกันชีวิต 10 ล้านบาท เบี้ยประกันจะอยู่ที่ 5.4 แสนบาท ตลอด 15 ปี จะถูกกว่าประเทศอินโดนีเซีย ที่ต้องจ่าย 6.24 แสนบาท และมาเลเซียต้องจ่าย 6.81 แสนบาท ตลอด15 ปี
ผู้บริโภคคงต้องการที่จะจ่ายเบี้ยประกันชีวิตด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก ได้รับความคุ้มครองและผลตอบแทนที่สูง ซึ่งต้องรอไปอีก 10 ปี จึงจะเห็นการปรับลดเบี้ยอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่บริษัทประกันชีวิตให้ได้ในทันที คือ บริการสินไหมที่รวดเร็ว เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยทิ้งเป็นลูกค้ากำพร้า และใช้เวลานานกว่าจะจ่ายสินไหม







