
วายุภักษ์-LTFฉวยเก็บหุ้น
กองทุนยันลูกค้าไม่ตื่นเทขายดัชนีลงได้อีกแนะทยอยลงทุน
กองทุนยันลูกค้าไม่ตื่นเทขายดัชนีลงได้อีกแนะทยอยลงทุน
กองทุนวายุภักษ์ดอดเก็บหุ้น ฟาก LTF เงินไหลเข้า ผู้จัดการกองทุนมองหุ้นยังเสี่ยงลงอีก แนะทยอยซื้ออย่าทุ่มทีเดียว
นายสมชัย บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ในฐานะผู้บริหารกองทุนรวมวายุภักษ์ กล่าวว่า การปรับตัวลงแรงของดัชนีหุ้นไทยในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นออก เพื่อนำเงินกลับประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น และทำให้หุ้นทั่วโลกปรับตัวลงแรง
ด้านกองทุนวายุภักษ์นั้น ทางผู้จัดการกองทุนได้ทยอยเข้าไปเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานไปบ้างแล้ว จากนโยบายที่คณะกรรมการการลงทุนที่ให้ไว้ โดยให้ลงทุนหุ้นในสัดส่วน 85% บวกและลบ 5% ของมูลค่าพอร์ต
“ปกติแล้วคณะกรรมการลงทุนจะประชุมทุกๆไตรมาสเพื่อกำหนดนโยบายการลงทุน เมื่อกองทุนยังมีช่องว่างให้ลงทุนได้ก็สามารถเข้าซื้อหุ้นหากเห็นว่าราคายังถูก”นายสมชัย กล่าว
สำหรับกองทุนรวมของ บลจ.กรุงไทย นั้น นายสมชัย กล่าวว่า 26 ก.ย.นี้ที่หุ้นปรับตัวลงแรง ไม่พบว่าลูกค้าตื่นตระหนกจนมาไถ่ถอนหน่วยลงทุนแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นที่เป็นกองทุนเปิดมีมูลค่าไม่มากนัก ในทางกลับกันมีเงินใหม่เข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มากถึงหลัก 100 ล้านบาท จากภาวะปกติจะซื้อเข้ามาวันละประมาณ 10 ล้านบาทเท่านั้น
“ผู้จัดการกองทุนจะเข้าไปซื้อหุ้นในทันทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน หากเป็นกองทุน LTF ที่ลงทุนใน SET50 ก็ต้องเข้าซื้อทันที ส่วนกองทุนอื่นๆ รอดูตลาดได้”
ขณะเดียวกัน บลจ.กรุงไทย มองว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนค่อนข้างมาก บริษัทจึงเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยประจำ 3 เดือน คุ้มครองเงินต้น 1 (KTFIX3M1) อายุ 3 เดือน ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐในประเทศทั้ง 100% คาดผลตอบแทนประมาณ 3.20% ต่อปี
บลจ.แอสเซท พลัส ยังคงแนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศระยะสั้น จึงเปิดขายและรับซื้อคืนรอบใหม่กองทุนเปิดแอสเซทพลัสแอ็คทีฟตราสารหนี้ 4 (ASP-ACFIXED4) ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุประมาณ 3 เดือน ชูผลตอบแทน 3.30% ต่อปี เปิดขายวันที่ 28 ก.ย. 2554
กองทุนนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับค่อนข้างต่ำ และต้องการพักเงินไว้ในระยะสั้นๆ ก่อนที่จะหาโอกาสในการลงทุนต่อไป
สำหรับแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ในประเทศ มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลต่อความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกและไทย จึงทำให้เริ่มมีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องมีความเป็นไปได้ลดลง
ปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือ การเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเกิดจากความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มประเทศในยุโรป และเริ่มส่งผลต่อสภาพคล่องของสถาบันการเงิน จึงทำให้สถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงกองทุนระหว่างประเทศมีการขายสินทรัพย์ต่างๆ หันไปถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ เป็นต้น
ด้านนายประเสริฐ ขนบธรรมชัย รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ซึ่งบริหารเงินกองทุนรวมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ กล่าวว่า 26 ก.ย.นี้ มีเงินเข้ามาซื้อกองทุน LTF พอสมควร ซึ่งผู้จัดการกองทุนเลือกซื้อเป็นบางตัวที่ราคาลงมามากเมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐานและกองทุนยังถือเงินสดในมือเพื่อรอซื้อหุ้น หลังจากได้ทยอยขายไปก่อนหน้านี้
“เหตุผลที่เราไม่รีบซื้อหุ้นเต็มวงเงินทั้งหมดที่มีเงินเข้า เนื่องจากมองว่าวิกฤตโลกที่เกิดขึ้นทำให้หุ้นมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก” นายประเสริฐ กล่าว
นอกจากนี้ มองว่าปัญหาหนี้สหรัฐและยุโรปที่เกิดขึ้น มาตรการที่จะออกมาต้องแรงและชัดเจนที่จะทำให้นักลงทุนมั่นใจ โดยในส่วนของหุ้นไทยสิ้นปีนี้ดัชนีคงไม่ถึง 1,200 จุด บริษัทจะปรับเป้าใหม่
“สำหรับนักลงทุนที่จะซื้อกองทุน LTF แนะนำให้ทยอยซื้อ โดยหากมีเงิน 100 บาท แนะนำให้ซื้อเพียง 20 บาท เมื่อดัชนีอ่อนตัวค่อยเข้าไปเก็บเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนน่าจะดีกว่าการซื้อในครั้งเดียว” นายประเสริฐ กล่าว
สำหรับกองทุน LTF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นน่าสนใจมากกว่ากองทุน LTF ที่มีนโยบายลงทุนในอนุพันธุ์เพื่อปิดความเสี่ยงจากการลงทุนเมื่อหุ้นลง เนื่องจากที่ผ่านมาหุ้นลงมาแรงมากแล้ว
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนที่ตลาดหุ้นปรับลดลงแรง มีเงินลงทุนเข้ากองทุน LTF เพิ่มขึ้นเป็นหลัก 10 ล้านบาท จากระดับปกติที่จะมียอดซื้อเข้ามาวันละ 2-3 ล้านบาท และเชื่อว่าในวันที่ 26 ก.ย.จะมีเงินไหลเข้ามามากเช่นกัน ขณะที่เงินเข้ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเงินลงทุนเข้ามามากขึ้น แต่บริษัทจะทยอยลงทุน โดยนโยบายการลงทุนของ บลจ.กรุงศรี จะถือเงินสดไว้ 2-3% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ เพื่อเตรียมไว้เป็นสภาพคล่องของกองทุน
ด้าน บลจ.บัวหลวง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 22-26 ก.ย.ที่ผ่านมา มีเงินเข้ามาลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ที่ลงทุนในหุ้นมากกว่าปกติ โดยเงินที่เข้ามานั้น ผู้จัดการกองทุนไม่จำเป็นต้องนำเข้าไปลงทุนทันที สามารถรอดูทิศทางตลาดได้ เพราะกองทุน LTF และ RMF หุ้นและกองทุนผสมของ บลจ.บัวหลวง เป็นกองทุนที่บริหารในเชิงรุกที่ผู้จัดการกองทุนตัดสินใจลงทุนเองตามกรอบนโยบายไม่ใช่กองทุนรวมดัชนี







