
เอกชนแนะรัฐกระตุ้นบริโภคในประเทศ
เอกชนหวั่นเศรษฐกิจโลกกระทบไทย แนะรัฐกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ด้าน “อมตะ” เกรงจีดีพีไม่โตเท่าที่คาดการณ์
เอกชนหวั่นเศรษฐกิจโลกกระทบไทย แนะรัฐกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ด้าน “อมตะ” เกรงจีดีพีไม่โตเท่าที่คาดการณ์
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (เอสซีจี) เปิดเผยว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) เป็นตัวสำคัญที่ทำให้หุ้นตกอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าตลาดโลกจะชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกกว่า 70% ของจีดีพี เมื่อตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบก็จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงการส่งออกของไทยได้
อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงมีฐานการผลิตของนักลงทุนต่างประเทศในไทย ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง มียอดขายในตลาดเอเชียมาก เหมือนกับเอสซีจีที่ลดสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐ และอียูเหลือ 5% จากเดิมที่มีสัดส่วนอยู่ 30% ซึ่งผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ ก็จะน้อยลงไปด้วย
นายกานต์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยจะต้องใช้หลักการเศรษฐกิจ 2 ขา กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างพอเพียง และถ้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยยั่งยืน จะต้องไม่พึ่งพิงตลาดภายนอกอย่างเดียว อย่างเช่นอินโดนีเซีย ที่การส่งออกเป็น 30% ของจีดีพี ขณะที่การบริโภคในประเทศมีสัดส่วน 70% ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐต้องค่อยๆปรับเปลี่ยน โดยสร้างความต้องการภายในประเทศให้เกิดขึ้น เช่น โครงการบ้านหลังแรก ก็ถือเป็นนโยบายที่เพิ่มความต้องการในประเทศ
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวจะมีผลทำให้ตลาดขยายตัว ช่วยสร้างความต้องการ ให้เกิดขึ้นตั้งปีนี้ไปจนถึงปีปลายปีหน้า ส่วนบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะมีผลทำให้อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% ในปีหน้า รวมถึงการลงทุนจากภาครัฐด้วย เช่น การสร้างรถไฟฟ้า เป็นต้น
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ส่งผลกระทบหนัก ทำให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างมีเพิ่มขึ้น เพราะต้องมีการซ่อมแซมบ้านเรือน และถนนที่เสียหาย แต่ยืนยันว่ายังไงราคาวัสดุก่อสร้างจะไม่ปรับราคาสูงขึ้นแน่นอน เนื่องจากเป็นไปตามฤดูกาลที่ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ราคาวัสดุก่อสร้างจะอยู่ในช่วงขาลง จึงไม่น่าเป็นห่วงว่าราคาจะสูงขึ้น ส่วนปัญหาการขาดแคลนก็ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะโรงงานวางระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างดี ไม่มีผลกระทบต่อการผลิต
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอมตะคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบรุนแรงกับไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ตลาดหลักของไทยอยู่ที่สหรัฐ และอียู หากตลาดกำลังซื้อลดลง ก็จะส่งผลกระทบต่อไทยทันที โดยเชื่อว่าจีดีพีของไทยจะไม่เติบโตมากอย่างที่คาดการณ์ไว้
ประกอบกับต้นทุนการผลิตของไทยยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าแรง เงินเดือน ราคาพลังงาน ดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะที่ต่างประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้านสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดี ดังนั้นรัฐบาลควรจะควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
“ในอีก 2 สัปดาห์ คงจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ว่าเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อไทยมอย่างไร เพราะขณะนี้กลุ่มประเทศ จี20 อยู่ระหว่างการหาทางออกเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจสหรัฐและอียู ซึ่งผลที่ออกมาจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก” นายวิกรม กล่าว







