
รายได้ปิโตรฯทะลุ1.3แสนล.
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติฟุ้งรายได้ปิโตรเลียมปีงบ 2554 พุ่ง 1.35 แสนล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อน รับอานิสงส์น้ำมันแพง
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติฟุ้งรายได้ปิโตรเลียมปีงบ 2554 พุ่ง 1.35 แสนล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อน รับอานิสงส์น้ำมันแพง
นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้ปิโตรเลียมปีงบประมาณ 2554 อยู่ที่ 1.35 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อนที่จัดเก็บได้ที่ระดับ 1.2 แสนล้านบาท |เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยบางช่วงแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้เมื่อคำนวณเป็นค่าภาคหลวง และผลตอบแทนรัฐมีมูลค่าที่สูงขึ้น
กรมคาดว่าในปีหน้ารายได้ปิโตรเลียมน่าจะปรับสูงขึ้นจากปีนี้ เนื่องจากจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มกำลังการผลิตอีก 2 แหล่ง คือในช่วงปลายเดือน ต.ค. แหล่งปลาทอง 2 มีกำลังเพิ่มเป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน และในช่วงกลางปี 2555 แหล่งบงกชใต้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 320 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ประกอบกับทิศทางราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่สูง เพียงแต่หลังจากนี้จะไม่มีแหล่งก๊าซฯ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
ด้านความคืบหน้าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งใหม่รอบที่ 21 นั้น เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เปิดรับฟังความคิดเห็นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านปิโตรเลียมไปแล้ว เนื่องจากการเปิดสัมปทานฯ รอบใหม่มีการปรับเงื่อนไขการยื่นขอสัมปทาน ใน 2 ประเด็น คือ 1.ผู้ลงทุนจะต้องมีการวางเงินค้ำประกันเพื่อยืนยันจะลงทุนขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมตามที่ได้ตกลงกันไว้ 2.กำหนดสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจะต้องมีการขุดเจาะสำรวจในพื้นที่สัมปทานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่จะครอบคลุมเฉพาะสัมปทานบางแปลงเท่านั้น จากเดิมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ได้สัมปทาน
สาเหตุที่ต้องมีการปรับเงื่อนไขการประมูลสัมปทาน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการละทิ้งสัญญากลางคัน เพราะที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนบางรายที่ได้สัมปทานปิโตรเลียมของไทยไป แต่ก็ไม่มีการเข้ามาดำเนินการสำรวจหรือขุดเจาะ จนมีการเลิกสัญญาไปในที่สุด โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาทางการเงิน ทำให้เกิดการเสียโอกาสในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งในแง่ของประเทศก็เสียโอกาสด้านการลงทุน และส่งผลให้ไปกันสิทธิของผู้ที่ต้องการลงทุนรายอื่นๆ ด้วย ครั้งนี้จึงต้องการได้ผู้ที่ต้องการลงทุนตัวจริงเข้ามา เพื่อประโยชน์ในภาพรวม
นายทรงภพ กล่าวว่า สำหรับสัมปทานฯ รอบที่ 21 จะมีพื้นที่เปิดให้มีการประมูลทั้งหมด 21 แปลง มีทั้งพื้นที่บนบก บริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ.ตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร มุกดาหาร นครราชสีมา อุบลราชธานี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในบริเวณอ่าวไทย ซึ่งอยู่ใกล้กับแปลงสัมปทานเดิมที่เคยให้ใบอนุญาตไปแล้ว
ในส่วนขั้นตอนการเปิดสัมปทานฯ นั้น หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะนำมาสรุปเพื่อจัดทำเป็นเงื่อนไขการเปิดสัมปทานอย่างเป็นทางการ เสนอต่อคณะกรรมการปิโตรเลียม อนุมัติ หลังจากจะนำรายงานต่อ รมว.พลังงาน และนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป คาดว่าขั้นตอนเหล่านี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน







