
ห่วงจำนำข้าว เป้าใหญ่ต่างชาติรุม
ขณะที่นโยบายจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย
ขณะที่นโยบายจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย
กรณีการรับจำนำข้าวจะเข้าข่ายการอุดหนุนสินค้าเกษตร ซึ่งตามกรอบดับเบิลยูทีโอกำหนดให้ไทยอุดหนุนสินค้าเกษตรได้ไม่เกิน 1.9 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินที่รัฐบาลประกาศจะใช้กับนโยบายนี้สูงถึง 4 แสนล้านบาท
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รมช.พาณิชย์เงา กล่าวว่า นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีการสอดไส้กำหนดว่า ข้าวที่รับจำนำในอัตรา 1.5 หมื่นบาทต่อตันนั้น จะต้องเป็นข้าวที่มีความชื้น 15% และแบ่งเป็นหลายเกรด ซึ่งจะทำให้การรับจำนำข้าวไม่ได้ตามที่รัฐบาลกำหนด
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ข้าวที่ชาวนาจะนำเข้าโครงการรับจำนำข้าวจะเป็นข้าว 25% ซึ่งกรณีนี้จะได้เงินจำนำตันละ 1.38 หมื่นบาท เมื่อหักความชื้นเฉลี่ยอยู่ระดับ 28-30% จะเหลือเพียงตันละ 1.06 หมื่นบาทเท่านั้น
ขณะที่ นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทยตั้งข้อสังเกตว่า การเปิดรับจำนำข้าวในวันที่ 8 ต.ค.นี้ ถือว่าเร็วผิดปกติเพราะที่ผ่านมาโครงการรับจำนำข้าวจะเริ่มปลายเดือน พ.ย. และช่วงที่มีผลผลิตข้าวเปลือกนาปีออกสู่ตลาดมากจะเป็นช่วงเดือน ธ.ค. จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสวมสิทธิใบประทวนรับจำนำข้าวในปริมาณ 2 ล้านตัน
น้ำท่วมฉุดดัชนีเชื่อมั่น-ผักแพง
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 102.5 ปรับลดจาก 105.2 ในเดือน ก.ค. ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 เดือน โดยมีปัจจัยลบจากปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
สำหรับดัชนีเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นมาในระดับ 110 เนื่องจากผู้ประกอบการคาดหวังยอดคำสั่งซื้อและยอดขายที่กลับมาเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยที่ยังกังวลเพิ่มขึ้นคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากระดับ 29.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 29.69 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ความเสียหายที่เกิดจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบว่ามีความเสียหายรวม 5.8 หมื่นล้านบาท กระทบจีดีพีลดลง 0.5-0.7% เฉพาะระหว่างเดือน ก.ค.ก.ย.ที่ผ่านมา มีมูลค่าความเสียหาย 3.2 หมื่นล้านบาท
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่ส่งผลให้ราคาผักสดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกิโลกรัมละ 5-10 บาท และแนวโน้มยังปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ
วชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินสะพัด 3.51 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากปีก่อนเป็นการเพิ่มขึ้นตามมูลค่าสินค้าราคาผักที่แพงขึ้น ขณะที่การบริโภคยังคงเท่าเดิม ทำให้คาดว่าเทศกาลกินเจปีนี้จะไม่คึกคัก เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้นจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น
พาณิชย์ลุยน้ำท่วม
ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคทั้งพาณิชย์จังหวัดและค้าภายในจังหวัดให้ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของราคาสินค้าและปัญหาสินค้าขาดแคลนในพื้นที่น้ำท่วมเนื่องจากขณะนี้ราคาพืชผักปรับตัวสูงขึ้น เพราะผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ จะเข้าไปดูแลราคาสินค้าอย่างเข้มงวด และจะเชื่อมโยงสินค้าและผลผลิตจากพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วมเข้าไปยังพื้นที่น้ำท่วมให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
สำหรับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง โดยไตรมาสสุดท้ายจะอยู่ที่ 3.5-3.6% เพราะราคากลุ่มสินค้าอาหารสำเร็จรูปยังเท่าเดิม ส่วนราคาสินค้าหมวดอาหารในกลุ่มพืชผักเฉลี่ยราคาเพิ่มแค่ 1-2% เท่านั้น
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เริ่มชะลอตัว
สมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากตลาดส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็ก ทรอนิกส์ในตลาดสหรัฐและยุโรป ที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาอีกรอบ โดยคาดว่าคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวในไตรมาสแรกของปี 2555
นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังกังวลเรื่องนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และการปรับเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทของรัฐบาล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อต้นทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในสัดส่วน 10-20% และคาดว่าจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างเงินเดือนพนักงานทั้งระบบ
สำหรับความเคลื่อนไหวของภาคพลังงานในสัปดาห์หน้า พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สัปดาห์หน้าการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะพิจารณานโยบายดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนขนส่ง และก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) ที่จะสิ้นสุดมาตรการในเดือน ก.ย.นี้ รวมทั้งพิจารณาแผนเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ขณะเดียวกันจะเสนอนโยบายเรื่องบัตรเครดิตพลังงาน เพื่อลดภาระให้กับกลุ่มรถสาธารณะที่มีอยู่ 2 แสนราย อาทิ รถแท็กซี่เอ็นจีวี ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในทำเนียบสมาชิกรถแท็กซี่ คาดว่าจะมีวงเงินบัตรเครดิตไม่เกิน 2,000 บาทต่อใบ







