posttoday
8no4kKui5-[hkos]y'cid v];o

8no4kKui5-[hkos]y'cid v];o

25 กันยายน 2554

ขณะที่ประชาชนเกือบค่อนประเทศกำลังประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วมอยู่

ขณะที่ประชาชนเกือบค่อนประเทศกำลังประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วมอยู่

ฟากรัฐบาลเองก็กำลังมัวแต่มุ่งแก้ปัญหาเกี่ยวกับ “โครงการรถคันแรกและบ้านหลังแรก” ที่ยังไม่เสร็จสิ้นเสียที แม้ว่าทั้งสองโครงการได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้วก็ตาม แต่ผลตอบรับที่ได้กลับมาเบื้องต้น กลับเป็นเสียงท้วงติงถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับคนแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

หลังจากที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าโครงการรถคันแรกตามที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้ โดยผู้ซื้อรถจะได้รับเงินคืนสูงสุดรายละไม่เกิน 1 แสนบาท กับเงื่อนไขรถที่ต้องไม่เกินคันละ 1 ล้านบาท มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี ต้องเป็นรถผลิตในประเทศเท่านั้น โดยให้สิทธิกับผู้ซื้อรถตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554 และต้องทำสัญญาซื้อขายรถผ่านในวันที่ 31 ธ.ค. 2555 พร้อมทั้งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2556 จำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อคืนให้กับเจ้าของรถคันแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มตามมาทันที เมื่อค่ายรถทาทา จากอินเดีย รถโปรตอน จากมาเลเซีย ได้ออกมาร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าจากมาตรการดังกล่าว ถึงขั้นมีการขู่จะฟ้องร้องไปยังองค์การการค้าโลก รวมถึงค่ายรถอื่นๆ ที่ขอให้เพิ่มเงื่อนไขไปถึงขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1600 ซีซี เข้าไปด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังก็ยอมผ่อนปรนตามที่ค่ายรถยนต์ร้องขอ

 

8no4kKui5-[hkos]y'cid v];o

ส่วนโครงการบ้านหลังแรกที่ ครม.ได้อนุมัติไปเมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ในอัตราไม่เกิน 10% ของราคาอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท โดยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2554 ถึง 31 ธ.ค. 2555 นั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ คงหนีไม่พ้นเศรษฐีหรือคนที่มีรายได้สูงๆ เพราะสามารถนำรายจ่ายต่างๆ มาหักลดหย่อนภาษีได้ 10% ของรายได้

ในที่สุดรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ทนต่อแรงเสียดทานและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว จึงต้องกลับมานั่งแก้เงื่อนไขของทั้งสองโครงการกันใหม่ ยอมตามข้อเสนอของค่ายรถยนต์ และรื้อมาตรการบ้านหลังแรกใหม่ โดย ยิ่งลักษณ์ จะเป็นผู้แถลงชี้แจงโครงการนี้ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ มาตรการที่เสนอปรับปรุงยังคงกรอบเดิมว่าต้องเป็นการซื้อบ้านหลังแรกไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยให้นำ 10% ของราคาบ้านไปหักลดหย่อนภาษี 5 ปี แต่เปลี่ยนวิธีการจากเดิมให้นำไปเป็นรายจ่ายลดหย่อนภาษี ซึ่งของใหม่ให้นำมาหักภาษีที่เสียได้โดยตรงเลย เช่น ซื้อบ้านหลังแรก 5 ล้านบาท สามารถนำค่าบ้านมาหักภาษีได้ 5 แสนบาท หรือปีละ 1 แสนบาท ซึ่งหากผู้ซื้อบ้านเสียภาษีในปี นั้นไม่ถึง 1 แสนบาท ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเลย หรือหากชำระภาษีไปก่อนก็จะสามารถขอคืนได้ทั้งหมด การปรับเปลี่ยนจะทำให้กรมสรรพากรเสียรายได้ภาษี 8,600 ล้านบาท จาก 1,700 ล้านบาท โดยจะมีการเสนอเข้า ครม.พิจารณาใหม่ในวันที่ 27 ก.ย.นี้

กระทรวงการคลังรุกคืบไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสะสางปัญหาหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นภาระงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยปีละ 6.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก ธปท.ไม่มีกำไรจากการดำเนินงานมาจ่ายเงินต้น

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ได้ศึกษาแนวทางการแก้ไขที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ทำให้ ธปท.บริหารสินทรัพย์ต่างประเทศให้มีผลตอบแทนมากขึ้น โดยให้ทั้ง ธปท.บริหารเองหรือมีการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติขึ้นมาบริหารช่วย ธปท.ก็ได้ 2.แก้ปัญหาการลงบัญชีของ ธปท.ที่มีปัญหาขาดทุนทางบัญชีให้มีผลกำไรเพื่อให้มีเงินมาใช้หนี้

3.ให้ ธปท.โอนสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีทั้งเงินสดและหุ้นของธนาคารกรุงไทยมาให้กระทรวงการคลังบริหารจัดการต่อ 4.โอนสินทรัพย์ที่อยู่กับ บสท.เข้ามาอยู่ใต้อำนาจของกระทรวงการคลัง ซึ่งทั้ง 4 แนวทางหากดำเนินการทั้งหมดจะทำให้มีรายได้เพิ่มปีละประมาณ 4 หมื่นล้านบาท มาชำระหนี้เงินต้นให้ลดลง

จากการประเมินของ สวค.หากดำเนินการทั้งหมดได้ตั้งแต่ปี 2554-2559 จะทำให้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯลดลง 3.38 แสนล้านบาท และภาระดอกเบี้ยจ่ายจากเงินงบประมาณลดลง 1.69 หมื่นล้านบาท

ด้านสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ได้เตรียมแนวทางการดำเนินการตามนโยบายที่ รมว.คลังมอบหมาย ทั้งเรื่องจัดการแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ การดูแลตั๋วแลกเงิน กรอบเงินเฟ้อที่เหมาะสม และการพิจารณาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติไว้แล้ว โดยในทุกข้อมีการสรุปแนวทางไว้แล้ว

สำหรับตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวลดลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนวิตกเศรษฐกิจโลกถดถอย หลังตลาดประเมินว่ามาตรการลดการถือครองพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มการถือครองพันธบัตรระยะยาว (Operation Twist) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่มีกำลังมากพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐที่ซบเซามาก ประกอบกับมองว่า วิกฤตหนี้สินยูโรโซนอาจฉุดเศรษฐกิจโลกให้ถดถอยอีกรอบ เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2554 ว่า ภาคการเงินของยุโรปอาจถูกกระทบสูงขึ้นเป็น 3 แสนล้านยูโร และต้องเพิ่มทุนจำนวนมาก ทำให้วิตกว่าปัญหาหนี้สินของสหภาพยุโรปอาจลุกลามและใหญ่โต

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วง 2 วันทำการสุดท้าย จากระดับ 1,029.59 จุด มาปิดที่ระดับ 958.16 จุด ลดลงรวม 71.43 จุด หรือ 6.93% กดดัชนีต่ำสุดในรอบเกือบ8 เดือน ขณะที่มูลค่าตลาดรวมลดลง 5.85 แสนล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 7,259 ล้านบาท

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน