
รถคันแรก บ้านหลังแรก และหนี้ก้อนแรก
ถ้าไม่นับเรื่อง “หุ้นดิ่งนรก” แล้ว คำถามยอดฮิตในช่วงนี้หนีไม่พ้นเรื่อง “รถคันแรก” และ “บ้านหลังแรก” ว่า
ถ้าไม่นับเรื่อง “หุ้นดิ่งนรก” แล้ว คำถามยอดฮิตในช่วงนี้หนีไม่พ้นเรื่อง “รถคันแรก” และ “บ้านหลังแรก” ว่า
เงื่อนไขเป็นอย่างไร
ใครบ้างที่จะได้ประโยชน์
เราจะได้สิทธินั้นไหม
จะประหยัดเงินได้เท่าไร และ
จะซื้อดีไหม?!?
แต่ทุกคำถาม... ไม่มีคำตอบ เพราะทั้งหมดนั้นเป็น “คำถาม” ที่ไม่ตรงกับ “คำตอบ” นั่นเพราะก่อนที่จะถามคำพวกนั้น คำถามแรกที่ควรจะต้องถามตัวเอง คือ เราพร้อมแค่ไหนที่จะ “ก่อหนี้”
สำหรับหลายๆ คน หนี้พวกนี้อาจจะเป็น “หนี้ก้อนโต” ก้อนแรกในชีวิต และถ้าไม่ประเมินศักยภาพในการก่อหนี้ของตัวเองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อทั้งรถคันแรกและบ้านหลังแรก บางทีสิ่งที่หวังว่าจะได้รับจากรัฐบาลนี้ อาจจะไม่ใช่ความสุข แต่กลายเป็นความทุกข์จากการเป็นหนี้เกินตัวก็เป็นได้
คิดก่อนจะซื้อ ‘รถคันแรก’
ก่อนที่จะไปนั่งคำนวณว่า จากมาตรการของรัฐจะทำให้ประหยัดเงินไปกี่บาท และก่อนที่จะเดินไปตรวจสอบว่า เรามีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากการซื้อรถคันแรกหรือไม่ ควรหันมาดู “หน้าตัก” ตัวเองก่อนว่า มีเงินออมพร้อมที่จะไปจ่ายเป็น “เงินดาวน์” แล้วหรือยัง
แม้ว่าในปัจจุบันการจะเป็นเจ้าของรถสักคันเป็นเรื่องง่าย เพราะมีเงินแค่ไม่กี่หมื่นบาทก็สามารถถอยรถออกมาจากโชว์รูมได้แล้ว แต่การจ่ายเงินดาวน์เล็กน้อยจะต้องถูกชดเชยด้วย “เงินผ่อน” ต่อเดือนที่มากขึ้น
ดังนั้น จำนวนเงินดาวน์ที่เหมาะสมสำหรับการซื้อรถ ควรจะเตรียมไว้ประมาณ 20-25% ของราคารถ เช่น ถ้าคิดจะซื้อรถยนต์ราคา 4 แสนบาท ควรจะเตรียมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อยๆ 8 หมื่น1 แสนบาท ถึงจะเหมาะสม
นอกจากจะต้องเตรียมเงินออมไว้สำหรับดาวน์รถแล้ว สิ่งที่ต้องประเมินต่อไป คือ “ความสามารถในการผ่อนชำระ” โดยภาระที่จะต้องผ่อนชำระค่างวดรถในแต่ละเดือน เมื่อรวมกับหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระหนี้อื่นๆ (แต่ไม่รวมหนี้ผ่อนบ้าน) จะต้องไม่เกิน 20% ของรายได้ต่อเดือน
ถ้าเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่มีรายได้ประจำ 3 หมื่นบาท จะต้องมีภาระหนี้ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะซื้อรถยนต์คันแรกแล้ว คำนวณค่างวดต่อเดือนออกมาแล้วมากกว่า 6,000 บาท ต่อเตือน ขอเตือนไว้เลยว่า ถอยดีกว่า
แต่ถ้าเป็นหนุ่มโสด สาวโสด ที่ไม่มีภาระรายจ่ายอื่นๆ ไม่ต้องผ่อนหนี้บ้าน ไม่มีหนี้อื่นๆ ก็อาจจะพออนุโลมให้ผ่อนค่างวดรถยนต์ได้มากกว่า 20% ของรายได้ต่อเดือนก็ได้ แต่อย่าลืมคิดถึงภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์ ที่สำคัญที่สุด คือ ค่าเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือแก๊ส เพราะถ้าซื้อรถแล้วไม่มีเงินเติมน้ำมัน รถยนต์ก็ไม่มีประโยชน์ แล้วยิ่งถ้าคิดคำนวณจากเงื่อนไขสิทธิประโยชน์จากมาตรการ “รถคันแรก” แล้ว ดูเหมือนว่ารถยนต์ที่จะได้ส่วนลดมากหน่อยจะไม่ใช่รถที่ประหยัดพลังงาน
แม้ว่ารถยนต์ใหม่ป้ายแดง จะไม่ค่อยเจอปัญหาจุกจิกเรื่องค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อมแซม แต่อย่าลืมคิดถึงค่าซ่อมบำรุงเอาไว้ด้วย และยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการมีรถ ไม่ว่าจะเป็นค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าเบี้ยประกัน และค่าภาษี
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่หลายคนมองไม่เห็น คือ ค่าเสื่อมราคา เพราะยิ่งเวลาผ่านไปราคา “รถ” มีแต่ “ลด” ลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นรถยนต์ราคา 4 แสนบาท ที่ถอยออกมาจากโชว์รูม เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี มูลค่า หรือราคารถยนต์ที่จะขายออกไปในตลาดมือสอง อาจจะเหลือไม่ถึง 1 แสนบาท ก็เป็นไปได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ไว้ คือ ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยแบบคงที่ โดยจะนำเงินต้น (ราคารถ หัก ด้วยเงินดาวน์) มาคูณกับดอกเบี้ย จากนั้นก็หารด้วยจำนวนงวด หรือจำนวนเดือนที่เราจะผ่อนชำระ ซึ่งจะได้ออกมาเป็นค่างวดที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กัน
และถ้าในอนาคตอยากจะ “ปิดบัญชี” จ่ายหมด เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในตัวรถยนต์จริงๆ จะต้องชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่เหลือทั้งหมด แต่ยังดีที่มีข้อกำหนดว่า “ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ”
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดผิดนัดชำระค่างวด 3 เดือนติดต่อกัน จะต้องโดนยึดรถ และบริษัทผู้ให้เช่าซื้อนำรถคันนั้นออกขายแล้วได้ราคาต่ำกว่าหนี้ที่เราค้างชำระ เราก็ยังต้องมีหน้าที่จ่ายส่วนต่างนั้นด้วย แถมยังต้องจ่ายค่าทวงถาม ติดตามรถที่เช่าซื้อ ค่าทนายความและอื่นๆ ให้กับบริษัท
คิดก่อนจะซื้อ ‘บ้านหลังแรก’
ถ้าเปลี่ยนใจจากการซื้อรถคันแรกมาเป็น “บ้านหลังแรก” ก็ไม่ต่างกัน เพราะต้องมีเงินดาวน์และต้องประเมินความสามารถในการผ่อนชำระเช่นกัน เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่อยากจะให้นำมาพิจารณาในการซื้อบ้าน ไม่ใช่ “เงินคืน” ที่จะได้รับจากมาตรการบ้านหลังแรก แต่เป็นความสามารถในการผ่อนชำระ
เริ่มจากพิจารณาที่มูลค่าบ้านที่เราจะซื้อ แม้ว่าจะไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่จะต้องไม่เกิน 2 เท่าของรายได้รวมต่อปีของครอบครัว เพราะฉะนั้นถ้าสามีภรรยามีรายได้รวมกันเดือนละ 5 หมื่นบาท คิดเป็นปีละ 6 แสนบาท ดังนั้นจะสามารถซื้อบ้านได้ราคาสูงสุดแค่ 1.2 ล้านบาทเท่านั้น เพราะถ้าราคาเกินกว่านี้ อาจจะกลายเป็น “นกน้อยทำรังเกินตัว” ไปหน่อย
นอกจากนี้ ก่อนจะคิดซื้อบ้านจะต้องมีเงินออมเตรียมไว้เพื่อดาวน์บ้านอย่างน้อยๆ 2030% ของราคาบ้าน เพราะถ้าไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานบริษัทเอกชนที่มีสวัสดิการสามารถกู้เงินได้ 100% ของราคาบ้าน โดยปกติธนาคารจะให้กู้ได้ประมาณ 7080% ของราคาซื้อขาย หรือราคาประเมินเท่านั้น ดังนั้นหากคิดจะซื้อบ้านราคา 1.2 ล้านบาท เงินออมที่จะต้องมีไว้จะต้องไม่ต่ำกว่า 2.4 แสนบาท
เพราะฉะนั้น ถ้ามีเงินไม่พอดาวน์ก็อย่าพยายามดันทุรังด้วยการไปกู้หนี้ยืมสินด้วยหวังว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐมาชดเชย เพราะบ้านน้อยหลังนี้คงไม่มีความสุข ถ้าเริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม
ทีนี้ก็มาถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ ซึ่งสำหรับการผ่อนชำระสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านควรจะผ่อนเดือนละไม่เกิน 2030% ของรายได้ต่อเดือน แต่ในบางธนาคารอาจจะมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากกว่านี้ โดยกำหนดให้ผ่อนค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านในแต่ละเดือนไม่เกิน 40% ของรายได้
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำหนดไว้เพียง 1 ใน 3 ของรายได้ แต่รายได้ที่ธนาคารนำมาคำนวณจะต้องเป็น “รายได้สุทธิ” โดยที่รายได้สุทธิ คือ รายได้ที่หักภาระหนี้ต่อเดือนที่มีอยู่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นยิ่งเราไปก่อภาระหนี้ประเภทอื่นๆ เอาไว้มาก ความสามารถในการผ่อนชำระก็จะลดลงตามไปด้วย
การซื้อบ้านก็ไม่ต่างจากการซื้อรถ เพราะต้องเตรียมเงินออมเอาไว้อีกก้อนหนึ่งด้วย อย่างน้อยๆ ก็เป็นค่าตบแต่ง ค่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบำรุงรักษา ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเป็นเจ้าของบ้านหลังโต แต่ต้องปูเสื่อต้อนรับแขกก็เป็นไปได้
เพราะฉะนั้นกลับไปที่คำถามแรก สำหรับ “รถคันแรก” และ “บ้านหลังแรก” จะต้องไม่ใช่
เงื่อนไขเป็นอย่างไร
ใครบ้างที่จะได้ประโยชน์
เราจะได้สิทธินั้นไหม
จะประหยัดเงินได้เท่าไร และ
จะซื้อดีไหม?!?
แต่เป็นคำถามว่า เราพร้อมที่จะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายพวกนั้นแล้วหรือยัง







