
ซอฟต์แวร์เถื่อนผู้บริหารเสี่ยงคุก-ได้ไม่คุ้มเสีย
การใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนสำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม
การใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนสำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม
ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในฐานะเจ้าภาพในการจับกุม ซึ่งกลายเป็นจำเลยของทั้งฝั่งผู้ประกอบการไทยและฝั่งเจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
เป้าหมายของ บก.ปอศ.นับจากนี้จึงต้องเพิ่มหน้าที่ในส่วนของผู้ร่วมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์น้อยที่สุดในเอเชียแปซิฟิก จากเดิมที่เป็นเพียงผู้จับกุมเท่านั้น
ขณะที่ปัจจุบันไทยมีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฮ่องกง นับจากปี 2546-2549 ไทยมีสัดส่วนในการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์สูงถึง 80% และลดลงเหลือ 73% ในปี 2553 ที่ผ่านมาโดยมีการลดลงเฉลี่ยปีละ 12%
“เราตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแทนที่ฮ่องกง ซึ่งคาดว่าจะทำได้ในเร็วๆ นี้” พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการและโฆษกของ บก.ปอศ. กล่าว
สำหรับภาพรวมการเฝ้าระวังการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ทาง บก.ปอศ.จะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อหารายได้ จึงเป็นกลุ่มที่ควรเริ่มต้นหันมาใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์มากที่สุด โดยเฉพาะเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มีสัดส่วนในการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนมากที่สุด สัดส่วนสูงถึง 90% โดยเฉพาะโรงงานในโซนภาคตะวันออก
ทั้งนี้ บริษัทที่ถูกจับกุมมีทั้งบริษัทเล็กที่มีรายได้เพียงหลักล้านบาท จนถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้หลักพันล้านบาท โดยโปรแกรมเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นซอฟต์แวร์ที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุด ซึ่งเจ้าของโรงงานส่วนใหญ่อาจไม่มีความรู้ในส่วนนี้ หรือไม่ให้ความสำคัญกับการใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ เพราะมองว่าหน้าที่เหล่านี้เป็นของฝ่ายไอที
พ.ต.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเตือน คือ แม้ฝ่ายไอทีจะเป็นผู้เลือกใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน แต่เมื่อมีการดำเนินคดี ผู้ที่ต้องถูกจับ คือ กรรมการผู้จัดการของบริษัทนั้นๆ จึงอยากให้เจ้าของโรงงานหรือระดับผู้บริหารให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมออกแบบ ผลิตและส่งออก
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ พ.ต.อ.ชัยณรงค์ ระบุว่า ปัจจุบันตลาดสหรัฐเข้มกับเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนของผู้ส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐมาก และมีแนวโน้มที่ตลาดยุโรป เกาหลี และญี่ปุ่น จะหันมาเข้มกับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นผู้ส่งออกสินค้าทางความคิดเป็นหลัก
ในหลายตลาดจึงมีการตั้งกำแพงภาษีเพื่อกีดกันประเทศหรือบริษัทผู้ส่งออกที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการส่งออก เช่น ในบางกรณีผู้ประกอบการไทยรับงานออกแบบและผลิตสินค้าจากต่างประเทศ แต่ฝ่ายออกแบบใช้โปรแกรมที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์ เมื่อส่งงานกลับไปและตรวจสอบพบว่างานชิ้นดังกล่าวใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน มีโอกาสที่ผู้จ้างจะมีข้ออ้างในการยกเลิกได้
รวมถึงการที่ไทยจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 มีโอกาสที่เวียดนาม ลาว สิงคโปร์ จะใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปยังประเทศในแถบอื่นๆ หากอุตสาหกรรมไทยไม่เข้มเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ จะยิ่งทำให้มีอุปสรรคทางการส่งออกเพิ่มขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์จึงคุ้มในระยะยาว ที่สำคัญไม่ต้องโดนฟ้องร้องเรียกค่าปรับที่สูงมาก หรืออาจต้องติดคุก







