posttoday
ประกันชีวิตแจงเบี้ยแพง

ประกันชีวิตแจงเบี้ยแพง

23 กันยายน 2554

ชีวิตคนไทยเสี่ยงกว่าต่างชาติยันเบี้ยคำนวณจากความจริง

ชีวิตคนไทยเสี่ยงกว่าต่างชาติยันเบี้ยคำนวณจากความจริง

ประกันชีวิตโวยสั่งลดเบี้ยประกันไม่สมเหตุสมผล เผยคนไทยมีความเสี่ยงชีวิตสูงกว่าต่างชาติ

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต เปิดเผยว่า การสรุปว่าเบี้ยประกันชีวิตของไทยแพงกว่าต่างประเทศ 10 เท่าแล้วให้พยายามปรับลดลงไม่สมเหตุสมผล เพราะค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจของไทยไม่ได้ใช้อัตราเดียวกับต่างประเทศ นอกจากนี้ความเสี่ยงของชีวิตคนไทยสูงกว่าต่างประเทศมาก

“ต้องบอกมาว่าประเทศไหนที่เราแพงกว่าเขาถึง 10 เท่า จะไปเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วไม่ได้ เพราะคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศเหล่านั้นสูงกว่าเรามาก ความเสี่ยงของประชากรของเขาต่ำกว่าเรา” นางนุสรา กล่าว

นางนุสรา กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนอยู่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการทบทวนค่าเฉลี่ยของการเสียชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับอัตราราคาเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งปรับราคาเบี้ยกรณีคุ้มครองการเสียชีวิตลง

ทางด้านนายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า กรณีนี้ไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น เนื่องจากไม่มีความชัดเจนของที่มาการตั้งข้อสรุป แต่โดยหลักการแล้ว ราคาเบี้ยประกันของแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงของแต่ละประเทศ

“เราปกป้องบริษัทที่ทำธุรกิจประกันฯของไทยมา 50-60 ปีแล้ว แต่คนไทยกลับต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตสูงกว่าต่างประเทศ 10 เท่า ถามว่าเป็นธรรมหรือไม่กันคนไทยทั่วไปหรือไม่ แม้แต่อินเดียที่มีระบบการให้ใบอนุญาตเช่นเดียวกันไทยเบี้ยประกันชีวิตของยังถูกกว่าไทยเกือบครึ่ง”

ทงดนทงดนนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า กรณีที่ผู้แทนการค้าไทย ท้วงติงว่าราคาเบี้ยประกันชีวิตของไทยแพงกว่าต่างประเทศถึง 10 เท่านั้น ทาง คปภ.ได้รับความเห็นดังกล่าวกลับมาเป็นโจทย์ในการทำการบ้าน หรือศึกษาดูรายละเอียด

“สัปดาห์หน้าเราจะมาทำการบ้านดูว่าเป็นอย่างไร แต่บ้านเราที่เบี้ยแพงเพราะคนทำประกันชีวิตน้อยกว่าประเทศอื่นๆ” นางจันทรา กล่าว

ทั้งนี้ นางจันทรา ยืนยันว่า คงไม่สามารถใช้เหตุผลดังกล่าวมากดดันให้เปิดเสรีประกันชีวิตเร็วขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีการลงนามในสนธิสัญญาการเปิดเสรีเป็นลำดับขั้นอยู่แล้ว โดยการเปิดเสรีในเขตอาเซียน หรือ เออีซี จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563

นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) ระบุว่า บริษัทประกันภัยของไทยมีจำนวน 25 แห่ง ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องมีใบอนุญาตฯ และพบว่ามีการให้ใบอนุญาตฯ ครั้งสุดท้ายกับบริษัทประกันฯ 12 แห่ง เมื่อปี 2540 ส่งผลให้ธุรกิจประกันฯ มีการแข่งขันน้อยมาก และเปิดช่องให้มีการ “ฮั้ว” อัตราเบี้ยประกัน ขณะที่การให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะบางบริษัทอาจตั้งบริษัทลูกมาขอใบอนุญาตเองก็ได้


“เราปกป้องบริษัทที่ทำธุรกิจประกันฯของไทยมา 5060 ปีแล้ว แต่คนไทยกลับต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตสูงกว่าต่างประเทศ 10 เท่า ถามว่าเป็นธรรมหรือไม่กันคนไทยทั่วไปหรือไม่ แม้แต่อินเดียที่มีระบบการให้ใบอนุญาตเช่นเดียวกันไทยเบี้ยประกันชีวิตของยังถูกกว่าไทยเกือบครึ่ง”

นายพฤฒิชัย ระบุว่า บริษัทประกันภัยของไทยมีจำนวน 25 แห่ง ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องมีใบอนุญาตฯ และพบว่ามีการให้ใบอนุญาตฯครั้งสุดท้ายกับบริษัทประกันฯ 12 แห่งเมื่อปี 2540 ส่งผลให้ธุรกิจประกันฯมีการแข่งขันน้อยมาก และเปิดช่องให้มีการ “ฮั้ว” อัตราเบี้ยประกัน ขณะที่การให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะบางบริษัทอาจตั้งบริษัทลูกมาขอใบอนุญาตเองก็ได้

สำหรับแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจประกันที่จะทำให้ผู้ซื้อประกันของไทยได้รับการคุ้มครองเต็มที่และไม่ถูกเบี้ยวตอนเอาประกันก็มีหลายวิธี เช่น หากบริษัทประกันฯ ต้องวางเงินประกันไว้ กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานใดก็ได้ในอัตรา 10% ของจำนวนวงเงินเอาประกันที่บริษัทมีอยู่

นอกจากนี้ จะเสนอให้แก้กฎหมาย คปภ.เพื่อเปลี่ยนแปลงที่มารายได้ของสำนักงาน คปภ.เพราะกฎหมายกำหนดให้ คปภ.มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งระบบ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า คปภ.เป็นลูกจ้างของบริษัทประกันฯ หรือไม่ และไม่ค่อยคุ้มครองผู้ทำประกันเท่าที่ควร นับแต่ตั้งสำนักงานฯ ค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานเพิ่มจาก 100 ล้านบาท เป็น 300-400 ล้านบาท

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน