
ทางออกของเหล็กไทยในภาวะโลกร้อน(ตอน 2)
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยได้จัดงานสัมมนาเสนอแนวทางในการรับมือด้านภาวะโลกร้อน
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยได้จัดงานสัมมนาเสนอแนวทางในการรับมือด้านภาวะโลกร้อน
โดย.สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน
โดยได้เสนอแนวทางดำเนินงานผ่านกลไกที่เรียกว่า “กลไกการพัฒนาที่สะอาดแบบแผนงาน (Clean Development Mechanism Programme of Activities) หรือ CDMPoA เพื่อเป็นทางออกกับอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าที่กำลังถูกกดดันในการรับผิดชอบต่อการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ แนวคิดของ CDMPoA ถือเป็นกลไกที่ต่อยอดมาจากแนวคิดของ CDM ซึ่งเป็น 1 ใน 3 กลไกหลักในการแก้ปัญหาโลกร้อนภายใต้กรอบแนวคิดของพิธีสารเกียวโต
กลไกทั้ง 3 ประกอบด้วย กลไกที่ 1 การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading) กลไกที่ 2 การดำเนินการร่วมกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (Joint Implementation) โดย 2 แนวทางแรกประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Annex I) จะเป็นผู้ดำเนินการ
ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา (NonAnnex I) จะใช้กลไกที่ 3 นั่นคือ กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) หรือ CDM ซึ่งมีหลักคิดสำคัญ คือ กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้คาร์บอนเครดิตจะพิจารณาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ในแต่ละโครงการซึ่งได้ผ่านการรับรองแล้ว (Certified Emission Reduction) โดยประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นประเทศที่โครงการตั้งอยู่จะสามารถจำหน่ายให้กับประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อนำไปใช้ในการบรรลุพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก
สาขาที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้โครงการ CDM จะประกอบด้วยสาขาการผลิตต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงาน การจำหน่ายพลังงาน การใช้พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเคมี การก่อสร้าง การขนส่ง การทำเหมืองแร่และการถลุง การผลิตโลหะ การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิง การรั่วไหลของก๊าซในกระบวนการผลิตและการใช้ Halocarbons และ Sulphurhexafluride การใช้สารละลาย การจัดการของเสีย การปลูกป่าและฟื้นฟู และการเกษตร
การดำเนินการของ CDM มีหลักสำคัญ 5 ประการ คือ
1) เป็นไปด้วยความสมัครใจ (Voluntary) คือ การเข้าร่วมดำเนินโครงการต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศที่เป็นเจ้าของเงินทุน และประเทศที่โครงการตั้งอยู่
2) ต้องแสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินงานเพิ่มเติมจากปกติที่เป็นอยู่ (Additionality) ทั้งด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม การเงินและการลงทุน เป็นต้น รวมทั้งเป็นโครงการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่ามาตรฐานที่ประเทศโครงการตั้งอยู่กำหนดไว้
3) พัฒนาด้วยกลไกของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) คือ กิจกรรมในโครงการต้องสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศที่โครงการตั้งอยู่
4) โปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency & Accountable) โครงการต้องดำเนินงานด้วยความโปร่งใสตรวจวัดได้
5) ได้รับการรับรอง (Certify) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากโครงการ CDM จะต้องได้รับการรับรองจาก UNFCCC
ทั้งนี้ โครงการ CDM มีข้อจำกัดของการดำเนินงานที่สำคัญ นั่นคือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง ทำให้มีเพียงโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานไปแล้ว ในขณะที่โครงการขนาดเล็กยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ นอกจากนี้โครงการอันเนื่องจากนโยบายหรือมาตรการภาครัฐก็ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ CDM ได้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารองค์การก๊าซเรือนกระจกแห่งสหประชาชาติ (UNFCCC EB) ได้ดำเนินการพัฒนารูปแบบของโครงการ CDM ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นแล้ว ภายใต้ชื่อ CDMPoA เพื่อส่งเสริมให้โครงการขนาดย่อยๆ สามารถดำเนินการได้ และเป็นการสนับสนุนให้มีการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยมีข้อแตกต่างจากโครงการ CDM แบบเดิม คือ 1) เจ้าของโครงการสามารถเพิ่มแผนกิจกรรมได้ไม่จำกัด ภายในกรอบระยะเวลาดำเนินการของแผนงาน 2) อาจเป็นการดำเนินงานโดยภาครัฐหรือเอกชนได้ ซึ่ง CDM แบบเดิมจะจำกัดภาครัฐไว้ และ 3) ต้องมีหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่บริหารโครงการ
ซึ่งเจ้า CDMPoA นี่เอง ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังให้ความสนใจศึกษาความเป็นไปได้ของการนำมาใช้ในประเทศไทย เนื่องจากสอดคล้องกับโครงการในประเทศที่มีขนาดย่อยๆ และยังต้องการสนับสนุนการดำเนินงานจากภาครัฐอีกมาก ซึ่งหากสามารถพัฒนา CDMPoA ขึ้นมาได้ อาจเป็นทางออกของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า รวมทั้งประเทศไทยในการลดแรงกดดันจากภาวะโลกร้อนได้ในขณะนี้
ส่วนรายละเอียดของโครงการ CDMPoA จะเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ







