
EASTWหวังโต15% รีบคืนหนี้ลดต้นทุนเงิน
โพสต์ทูเดย์
— บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก คาดปีนี้รายได้ขยายตัว 1015% ลดงบลงทุนเหลือ 700 ล้าน ไตรมาส 2 สรุปลงทุนธุรกิจพลังงานนายประพันธ์ อัศวอารี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2553 ว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 1015% จากปี 2552 ที่มีรายได้รวม 2,880 ล้านบาท โดยมาจากปริมาณการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และบริษัทมีแผนจะควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยลดต้นทุนลงได้อีก
ผลงานล่าสุดปี 2552 บริษัทมีกำไรสุทธิ 807.27 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.49 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 201.46 ล้านบาท หรือขยายตัว 33.26% โดยมีรายได้จากการจำหน่ายน้ำดิบเพิ่มขึ้น 246.42 ล้านบาท หรือ 14.86% จากอัตราค่าน้ำดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 13.18 ล้านบาท หรือ 5.72% และได้นำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปชำระคืนเงินกู้ยืมที่ครบกำหนดรวม 450 ล้านบาท และชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวก่อนกำหนดรวม 700 ล้านบาท ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 31.49 ล้านบาท หรือ 20.77%
นายประพันธ์ กล่าวถึงแผนการลงทุนของบริษัทในปีนี้ว่า ยังคงขยายการลงทุนต่อเนื่องในโครงการวางท่อส่งน้ำ และปรับปรุงคุณภาพท่อส่งน้ำ แต่ได้ปรับลดงบลงทุนในส่วนนี้ลงเหลือ 600700 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ บริษัทคาดการณ์ว่าในปีนี้จะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่จะต้องทบทวนงบลงทุนในแผน 5 ปี (25522556) ที่กำหนดไว้ 3,600 ล้านบาท หลังจากที่รัฐบาลมีโครงการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำดิบภายใต้งบไทยเข้มแข็งปี 2555 ทำให้ความจำเป็นที่บริษัทจะต้องลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำดิบเองลดลง
นายประพันธ์ กล่าวว่า บริษัทยังมีแผนจะลงทุนในธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจพลังงานเพื่อเพิ่มรายได้ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 50100 ล้านบาท และน่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 2
“หากลงทุนขนาดไม่ใหญ่มาก ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็คาดว่าเราน่าจะทำเอง แต่ถ้าใช้เงินลงทุนมากๆ ก็อาจจะเป็นการร่วมทุนหรือซื้อกิจการ” นายประพันธ์ กล่าวสำหรับแผนการลงทุนขยายธุรกิจในต่างประเทศในรูปแบบของการควบรวมกิจการในเวียดนามและอินเดียนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีข้อสรุป โดยการลงทุนในอินเดียเกี่ยวกับการเข้าประมูลงานด้านวิศวกรรม ยังติดปัญหาเกี่ยวกับรัฐบาลอินเดียที่ขอรับเงินสนับสนุนจากไจกา ส่วนที่เวียดนามบริษัทติดตามต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน







