
ทำความรู้จัก Eurozone
...ศิรารัตน์ อรุณจิตต์
รายงานข่าวที่กระทบภาวะการลงทุนไปทั่วโลกในช่วงนี้คงจะไม่มีข่าวไหนที่ดึงดูดความสนใจบนหน้าหนังสือพิมพ์ไปได้มากกว่าข่าวปัญหางบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่ม Eurozone ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญควบคู่กับความวิตกกังวล ดังนั้น บทความฉบับนี้จึงอยากให้ผู้อ่านรู้ที่มาที่ไปของกลุ่มสหภาพยุโรปมากขึ้น เพื่อความชัดเจนในการมองเห็นถึงปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
Eurozone หรือ Euro Area เป็นสหภาพเศรษฐกิจและการเงินที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิกปัจจุบันทั้งหมด 16 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน กรีซ สโลวีเนีย ไซปรัส มอลตา และสโลวาเกีย ซึ่งประเทศในกลุ่มยุโรปได้ใช้เวลาเกือบ 50 ปี ในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและได้พัฒนาจนมาเป็นสหภาพยุโรป จนกระทั่งใช้เงินสกุลเดียวกัน รวมถึงนโยบายการเงินร่วมกัน
จุดเริ่มต้นของการร่วมกลุ่มได้เกิดขึ้นในปี 1951 เมื่อมี 6 ประเทศ อันได้แก่ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี ได้ร่วมกันก่อตั้ง European Coal และ Steel Community โดยมีข้อตกลงร่วมกันในการเปิดเสรีทางการค้าภายในกลุ่มเกี่ยวกับถ่านหินและเหล็ก รวมทั้งมีนโยบายด้านภาษีศุลกากรด้านนี้ต่อประเทศนอกกลุ่มร่วมกันด้วย ต่อมาในปี 1957 ทั้ง 6 ประเทศกลุ่มเดิมนี้ ได้ร่วมลงนามที่กรุงโรมเพื่อก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community EEC) ขึ้น จึงนับว่าทั้ง 6 ประเทศนี้เป็นสมาชิกก่อตั้ง อีก 10 ปีถัดมาได้เปลี่ยนชื่อประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเป็นประชาคมยุโรป (European Community EC) ต่อมาในปี 1979 ได้มีการจัดตั้งระบบการเงินยุโรป (European Monetary System EMS) และมีการตั้งกลไกอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Mechanism ERM) อีกทั้งได้เริ่มใช้เงิน ECU (European Currency Unit) ซึ่งเป็นหน่วยทางบัญชีเพื่อหักบัญชีระหว่างกัน และในปีต่อมาได้มีข้อเสนอแนวทางการจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (European Economic and MonetaryUnion
– EMU) จนกระทั่งในปี 1992 ประชาคมยุโรปบรรลุเป้าหมายการรวมกันเป็นตลาดเดียว (Single European Market) และในปีนี้เองที่ประเทศสมาชิกจำนวน 12 ประเทศได้ลงนามสนธิสัญญามาสตริชต์ (Maastricht) ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำให้ประชาคมยุโรป (European Community EC) กลายมาเป็นสหภาพยุโรป (European Union EU) ดังเช่นในปัจจุบันสำหรับสนธิสัญญามาสตริชต์นั้นได้เห็นชอบสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน โดยกำหนดเป้าหมายที่จะรวมเศรษฐกิจและการเงินของยุโรปเป็นหนึ่งเดียว และกำหนดแนวทางการใช้เงินสกุลเดียวภายในปี 1999 รวมทั้งดำเนินการจัดตั้งธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank ECB) เพื่อดูแลนโยบายการเงินร่วมกัน โดยได้กำหนดเงื่อนไขให้ประเทศที่จะเข้าร่วมต้องปรับระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศให้อยู่ในระดับเดียวกันก่อนที่จะร่วมกันใช้เงินสกุลเดียว ดังนี้
1.การขาดดุลงบประมาณประจําปีจะต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของจีดีพี
2.ยอดคงค้างหนี้รัฐบาลต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของจีดีพี
3.อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของ 3 ประเทศสมาชิกที่มีอัตราเงินเฟ้อตํ่าสุดได้ไม่เกินร้อยละ 1.5
4.อัตราดอกเบี้ยระยะยาว (พันธบัตรรัฐบาล) จะสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของ 3 ประเทศสมาชิกที่มีอัตราเงินเฟ้อตํ่าสุดได้ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี
5.อัตราแลกเปลี่ยนจะต้องมีเสถียรภาพ โดยเคลื่อนไหวในกรอบของกลไก ERM ไม่ตํ่ากว่า 2 ปี รวมทั้งประเทศสมาชิกต้องไม่ลดค่าเงินภายใน 2 ปีก่อนการตัดสินใจเข้าร่วม
จากสนธิสัญญาดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าในตอนนี้หลายประเทศของสหภาพยุโรปกำลังประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่เกินกว่าร้อยละ 3 ของจีดีพี และยอดหนี้สาธารณะก็มีจำนวนเกินกว่าร้อยละ 60 ของจีดีพี ตามที่ข้อตกลงได้กำหนดไว้ด้วย โดยในปี 2552 ประเทศโปรตุเกสมีระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 77 ต่อจีดีพี ในขณะที่อิตาลีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 110 ต่อจีดีพี กรีซอยู่ที่ระดับ 113 ต่อจีดีพี และสเปนอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 54 ต่อจีดีพี ทั้งนี้ การขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับสูง โดยที่โปรตุเกส กรีซ และสเปน ขาดดุลงบประมาณเกินกว่าร้อยละ 10 ต่อจีดีพี ส่วนอิตาลีขาดดุลที่ประมาณร้อยละ 5 ต่อจีดีพี ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ได้กระทบภาวะการเงินและการลงทุนไปทั่วโลก มิใช่เฉพาะในภูมิภาคยุโรปเท่านั้น จึงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางสหภาพยุโรป และธนาคารกลางยุโรปจะมีมาตรการใดๆ ที่ชัดเจนออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น







