
เราเตรียมพร้อมกับการดูแลตนเองยามเกษียณกันหรือยัง?
...สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
สวัสดีค่ะ เมื่อปลายปีที่แล้วเราได้รับทราบผลการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ ที่จัดทำโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวได้ประมาณการว่า ในปี 2568 หรืออีก 15 ปี ประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 14.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น
โดยพบผู้สูงอายุวัยปลายหรือที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 10% ในปัจจุบัน เป็น 12% ในปี 2573 ที่น่าห่วงคือ ปัจจุบันพบว่าเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุ อาทิ ลูกหลานวัยแรงงานที่ดูแลผู้สูงอายุมีจำนวนลดลงมาก และยังพบว่ามีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 7.5% อยู่ลำพังกับสามีหรือภรรยา 17% และอยู่กับหลานในลักษณะครอบครัว 3.1%
ขณะที่อัตราส่วนวัยแรงงานที่มีศักยภาพดูแลมีแนวโน้มลดลงจากเดิม ประมาณไว้ว่า 6 คน ดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 1 คน จะลดเหลือ 2 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนในปี 2573 หรือในอีก 20 ปีข้างหน้า
ดูจากผลการวิจัยดังกล่าวแล้ว น่าตกใจไหมค่ะ เพราะต่อไปประเทศไทยเรากำลังจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพิงตัวเองมากขึ้น เนื่องจากในช่วง 3 ทศวรรษโครงสร้างประชากรมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกประเทศทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา แม้ประทั่งเอเชีย ประสบปัญหาอย่างเดียวกัน นั่นคือ ปัญหาโครงสร้างประชากรมีสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุเกินสมดุลเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรวัยทำงาน เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้อายุคาดหมายเฉลี่ยสูงขึ้น
ขณะเดียวกันแต่ละครัวเรือนมีแนวโน้มที่จะมีบุตรน้อยลงอันเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ค่านิยม และการยอมรับของสังคม เช่น ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ต้องการมีบุตรชายไว้สืบสกุล หรือในปัจจุบันมีค่านิยมในการอยู่เป็นโสดมากขึ้น เป็นต้น
จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการ Support ของประชากรวัยแรงงานอายุ 1564 ปี ต่อประชากรวัยสูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในทวีปเอเชีย จากปี 2543 อยู่ที่ 1016 คนต่อ 1 คน พอถึงปี 2593 หรืออีก 40 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 2.74.8 คน ต่อ 1 คน ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก สัดส่วนการ Support ของประชากรวัยแรงงานต่อประชากรวัยสูงอายุจาก 4 ต่อ 1 มาอยู่ที่ 1.4 ต่อ 1 คน ผลคือ ในภาพรวมแต่ละประเทศประชากรวัยทำงานลดลง แต่ต้องรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ปัญหาคือ การพึ่งพิงจะเพิ่มมากขึ้น ประเทศจะไม่มี Productivity เพิ่มขึ้น แต่จะกระทบต่องบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ
หันกลับมามองในประเทศไทยกันค่ะ ในอดีตสังคมของเรานิยมอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ในบ้านหลังเดียวกัน ผู้สูงอายุได้รับการดูแลจากลูกหลานเป็นอย่างดี แต่ในปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจบีบรัดมากขึ้น กลายเป็นอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว ลูกหลานในต่างจังหวัดต้องมาทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตดูแลตนเองโดยลำพัง หรือในสังคมเมืองมีการแยกครอบครัวมาอยู่ต่างหากจากพ่อแม่ พี่น้อง ซึ่งแต่ละคนมีรายได้เป็นของตัวเองจากการทำงาน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมลักษณะนี้ทำให้แต่ละคนต้องพึ่งพิงตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยเกษียณ ทำให้ต้องถามตัวเองว่า เงินที่มีอยู่หลังจากไม่ได้ทำงานแล้วมีเพียงพอสำหรับการดูแลตัวเองในวัยเกษียณหรือไม่ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลได้ครอบคลุมหลังเกษียณอายุหรือไม่ ต้องคำนึงถึงค่าครองชีพที่ต้องใช้จ่ายประจำทุกเดือน เงินเฟ้อในแต่ละปีที่ทำให้ค่าของเงินที่มีอยู่ลดลงทุกปี รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาสูงขึ้น และยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ โรคภัยไข้เจ็บก็มักจะตามมาเป็นเงาตามตัว ซึ่งต้องใช้เงินออมที่มีอยู่มาเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วย
ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองก่อนถึงวัยเกษียณ ว่าเราควรมีเงินจำนวนเท่าใดจึงเพียงพอกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ ซึ่งแตกต่างกัน บางท่านอาจใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย บางท่านอาจต้องการมีความสุขด้วยการเล่นกอล์ฟ ดื่มไวน์ รับประทานอาหารที่ภัตตาคารเช่นเดียวกับเมื่อยังทำงานอยู่ ซึ่งแน่นอนหากจะอาศัยค่าจ้าง เงินเดือนอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการออม การลงทุนอย่างเหมาะสมด้วย จึงควรต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนว่ามีเครื่องมือหรือช่องทางอะไรบ้าง ผลตอบแทนอยู่ระดับใด มีความเสี่ยงเท่าใด เหมาะกับตนเองหรือไม่ ซึ่งการลงทุนควรต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลาด้วยนะคะ
ท่านได้ถามตัวเองหรือยังคะว่า ได้เตรียมตัวเพื่อวัยเกษียณพร้อมแล้วหรือยัง อย่าใช้เงินเพลินจนลืมวางแผนยามเกษียณนะคะ เพราะป่านนั้นไม่รู้ว่าจะมีลูกหลานเลี้ยงดูหรือเปล่า
สำหรับน้องๆ ที่ชอบลาออกจากงาน เปลี่ยนงานกันชุลมุน อย่างที่เขาเรียกกันว่าเป็น Job Hopper ถึงวัยหนึ่งก็อาจต้องหาทางลงหลักปักฐานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เห็นว่ามีสวัสดิการดีพอสมควร มีการออมเงินให้ลูกจ้าง เพราะหากลาออกบ่อยๆ จะทำให้เงินออมที่ได้รับจากนายจ้างไม่ได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรืออาจไม่ได้รับเลยหากอายุงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดังนั้น อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยปราศจากประโยชน์เลยค่ะ
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ขอให้ทุกท่านร่ำรวยๆ มีเงินใช้หลังเกษียณนะคะ สวัสดีค่ะ







