
ยุโรปใกล้ขอบเหว
สถานการณ์เศรษฐกิจในแถบยูโรโซนดูเหมือนจะย่ำแย่ลงทุกขณะ
สถานการณ์เศรษฐกิจในแถบยูโรโซนดูเหมือนจะย่ำแย่ลงทุกขณะ
โดย..เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พี (S&P หรือ Standard & Poor’s Credit Rating) ได้ทำการลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีลงไป 1 ขั้นสู่ระดับ A/A1 พร้อมกับคงแนวโน้มเชิงลบ ทำให้เกิดความกังวลว่าภาวะตกต่ำซ้ำซ้อน หรือ Double Dip Recession คืบใกล้เข้ามาแล้ว
รวมทั้งกรีซเองก็กำลังย่ำแย่อย่างหนัก จนอาจต้องผิดนัดชำระหนี้ในเวลาไม่ช้าไม่นาน แม้จะมีคำยืนยันจากสหภาพยุโรป (European Union) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ว่าจะอัดฉีดเงินเสริมสภาพคล่องเพื่อไม่ให้กรีซต้องผิดนัดชำระหนี้ในงวดที่จะถึงนี้
ตลอดจนสองพี่ใหญ่แห่งยูโรโซน คือ เยอรมนีและฝรั่งเศสก็ยังเสียงแข็งที่จะประคับประคองกรีซและประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม “หมูทั้งห้า” (PIIGS ซึ่งประกอบด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน) แต่จากท่าทีที่ไม่เด็ดขาดจากลูกพี่ทั้งสอง ทำให้ตลาดยังคงหวั่นไหวกับมรสุมหนี้สาธารณะที่กระหน่ำยูโรโซนในขณะนี้
ยิ่งมีสถาบันหลายสำนักและผู้ยิ่งใหญ่หลายต่อหลายคน ได้ออกมาทำนายทายทักว่า กรีซจะมีเงินสดหมุนเวียนให้จับจ่ายใช้สอยถึงเดือน ต.ค.นี้เท่านั้น หรือมีสภาพคล่องแค่ไม่เกินปีนี้
โดยสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือ กรีซอาจไม่มีเงินใช้หนี้ จนต้องออกจากยูโรโซนจริงๆ ซึ่งหมายถึงภาวะล่มสลายของยูโรโซนหรือแม้กระทั่งสหภาพยุโรป ซึ่งก็เป็นคำทำนายที่ “เวอร์เกินเหตุ” และอาจมีเป้าหมายที่จะ “แตะเบรก” เออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (ปี 2015)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการคาดการณ์ที่เลวร้ายต่างๆ นานา ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสหรัฐที่ “ปลุก” ไม่ฟื้นสักที แต่ก็ไม่น่าที่เงินสกุลยูโรจะถึงจุดจบ โดยกรีซอาจต้องผ่านสถานการณ์เลวร้ายด้วยตัวเองเป็นหลัก โดยต้องงัดมาตรการรัดเข็มขัดทุกอย่างออกมาใช้เพื่อเอาตัวรอดให้ได้
ไม่ว่าจะเป็นการปลดข้าราชการ หรือไม่ก็ลดเงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ลดสวัสดิการต่างๆ ที่ให้กับประชาชน เช่น ลดรายจ่ายด้านสาธารณสุข เพิ่มภาษีประเภทต่างๆ เช่น ภาษีน้ำมัน รวมทั้งต้องขายทรัพย์สิน เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อตัดขายให้นักลงทุนแล้วนำเงินมาใช้หนี้เพื่อความอยู่รอด (ซึ่งมาตรการทั้งหมดที่กรีซต้องใช้ดูเหมือนจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับมาตรการประชามหานิยมที่รัฐบาลไทยกำลังกระหน่ำใช้อยู่ในขณะนี้)
ลำพังจะพึ่งคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีหรือฝรั่งเศสก็คงไม่ทันการณ์ เพราะทั้งสองพี่เบิ้มก็ต้องรักษาตัวรอดเหมือนกัน โดยจะเอาภาษีของคนในชาติตัวไปเกื้อกูลสวัสดิการของคนในชาติอื่นก็ดูกระไรอยู่ ทำให้ผู้นำทั้งสองประเทศแม้จะยืนยันเสียงแข็ง แต่ก็ออก“สั่นๆ” เพราะคนที่ผู้บริหารประเทศเป็นคนในประเทศ ไม่ใช่คนต่างชาติ หรือจะขอความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟ
ตัวอย่างเช่น มาตรการที่ออกพันธบัตรยูโรเพื่อใช้ในการนี้ ก็อาจต้อง “เชือดเนื้อ” และ “ขายอวัยวะ” ซึ่งแค่ที่ทำตอนนี้ก็หนักหนาจนคนในประเทศขาดกำลังซื้อ ธุรกิจกำลังล้มละลาย และอาจเกิดภาพสยดสยองที่ประชาชนประท้วงโดยการเผาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งปัญหาสังคมที่ตามมาอาจจะยากต่อการเยียวยารักษาในอนาคต
ตอนนี้หลายฝ่ายหันมาไปพึ่งประเทศในแถบเอเชียที่ยังคงความมั่งคั่งอยู่ โดยเฉพาะจีนที่มีสภาพคล่องและเงินสดอย่างเหลือเฟือ และอาจมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถไว้วางใจในสถานการณ์ได้ เนื่องจากภาวะถดถอยซ้ำซ้อนครั้งนี้จะแพร่กระจายทั่วทุกภูมิภาค กำลังซื้อที่ลดลงของประชาคมโลกคงไม่สามารถให้ใครคนใดคนหนึ่งอยู่อย่างสบายใจได้
ไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยมีการเตรียมการในเรื่องนี้หรือยัง m







