
จับตามี-ไม่มี QE3
วันที่ 21 ก.ย. 2554 ตามเวลาประเทศไทย 01.15 น. นักลงทุนจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
วันที่ 21 ก.ย. 2554 ตามเวลาประเทศไทย 01.15 น. นักลงทุนจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
ว่า จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ นักลงทุนบางรายมองว่าแผนการจ้างงานมูลค่า 4.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ของรัฐบาลสหรัฐเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่มเข้ามาแล้ว ดังนั้นเฟดอาจไม่ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่สาม (QE3) ก็ได้
ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะปรับลดสัดส่วนงบดุลที่มีขนาด 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวให้สูงขึ้น และมาตรการดังกล่าวอาจกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดต่ำลง ซึ่งจะช่วยให้มีการรีไฟแนนซ์ (กู้เงินมาชำระหนี้เก่า) สัญญาจำนองบ้านและกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลงทุนมากยิ่งขึ้น
การที่เฟดทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวร่วงลง อาจช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้น หรือหุ้นกู้เอกชนมากยิ่งขึ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร
เฟดได้ลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงสู่ระดับใกล้ 0% แล้ว และได้เข้าซื้อพันธบัตรเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมาจนทำให้งบดุลของเฟดมีขนาดใหญ่ขึ้น
ดังนั้น นักวิเคราะห์จึงคาดว่าเฟดจะใช้วิธีการที่มีขนาดเล็กกว่าเดิมในการช่วยพยุงเศรษฐกิจในครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงการลดสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ระยะสั้น
เฟดเคยดำเนินมาตรการซื้อพันธบัตรระยะยาวมาแล้วในอดีต โดยมาตรการครั้งนั้น คือ Operation Twist ซึ่งเฟดใช้ในปี 2503-2508 เพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจถดถอยและลดยอดขาดดุลการค้าแต่ไม่ได้เพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงิน
สำหรับสถานการณ์ปัญหาหนี้สินยุโรป (อียู) ในส่วนของกรีซ ดูเหมือนว่าจะใกล้บรรลุข้อตกลงในการรับความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ต่างชาติรอบใหม่ หลังการเจรจาของอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
สื่อของกรีซรายงานว่า เจ้าหนี้ระหว่างประเทศของกรีซได้เสนอมาตรการรัดเข็มขัด 15 ข้อ ที่กรีซต้องเร่งดำเนินการตามเงื่อนไขเพื่อให้มีการเบิกจ่ายเงินกู้ช่วยเหลืองวดต่อไป ทั้งนี้กรีซจำเป็นต้องปลดข้าราชการ ลดหรือไม่เพิ่มเงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพิ่มภาษีน้ำมัน Heating Oil ปิดกิจการรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน ลดงบรายจ่ายด้านสาธารณสุข และเร่งการแปรรูป มาตรการทั้งหมดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดงบประมาณระยะกลางของกรีซอยู่แล้ว ซึ่งรัฐสภากรีซเห็นชอบในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลืองวดต่อไปจากสหภาพยุโรป (อียู)/กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และหลีกเลี่ยงการล้มละลาย
กรีซได้ประกาศว่าจะทำการตัดสินใจที่ยากลำบากต่อสิ่งที่จำเป็นต่อการหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ แต่กรีซก็ยังไม่ได้ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศในเดือนหน้า เว็บไซต์ทางการเงิน To Vima เปิดเผยโดยอ้างอีเมลของกระทรวงการคลังกรีซที่รั่วไหลออกมาว่า รัฐมนตรีกรีซต้องตอบว่ามาตรการใดที่พวกเขาตั้งใจจะดำเนินการตามข้อเรียกร้องของอียู/ไอเอ็มเอฟ
“อีวานเจลอส เวนิเซลอส” รมว.คลัง และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบกรีซจากอียู/ไอเอ็มเอฟ มีกำหนดจัดการประชุมทางไกล และการประชุมคณะรัฐมนตรีกรีซจะมีขึ้น หลังจากนั้นนักวิเคราะห์ชี้ว่ามีโอกาส 65% ที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ภายในเวลา 1 ปี
รอยเตอร์สระบุผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์กว่า 50 รายทั่วยุโรปในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว พบว่ามีโอกาส 65% กรีซมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้ภายในเวลา 1 ปี หลังจากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี มีโอกาสเพียง 18% ที่กรีซจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 17 ประเทศในปัจจุบัน
ผู้ตอบการสำรวจครึ่งหนึ่งระบุว่า กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ภายในเวลา 12 เดือน ขณะที่นักลงทุนในตลาดสินเชื่อคาดการณ์ว่ามีโอกาสสูงกว่า 90% ที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่มีต่อโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซอยู่ที่ระดับตั้งแต่ 25-100%
“ปีเตอร์ ดิกสัน” นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารคอมเมอร์ซ กล่าวว่า เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่นๆ อยู่ในขณะนี้ โอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซจึงอยู่ที่ราว 90% ประเทศเศรษฐกิจสำคัญในยูโรโซนแสดงความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการที่รัฐบาลกรีซไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการคลังที่ตั้งไว้ภายใต้มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และปัจจัยนี้ก็ส่งผลให้ตลาดกังวลว่ากรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้หรืออาจออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนในอนาคต
รัฐบาลกรีซต้องหาทางแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณ 2,000 ล้านยูโร (2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในงบประมาณประจำปี 2554 ในขณะที่เศรษฐกิจกรีซหดตัวลง 5.5% ต่อปี ในไตรมาสแรกของปีนี้
วิกฤตหนี้สินในยูโรโซนยังกดดันตลาด ล่าสุดทางสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประกาศลดความน่าเชื่อถือของประเทศอิตาลีลง 1 ขั้น เป็น A/A1 จากเดิม A+/A1+ และให้แนวโน้มเชิงลบ เนื่องจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของอิตาลีต่ำมาก







