
ไบโอฟาร์มฯปรับแผนรับตลาดยาแข่งดุ
ไบโอฟาร์มฯ ชี้ตลาดยาโรงพยาบาลแข่งขันสูง ปรับแผนธุรกิจมุ่งกลุ่มฟาร์มาฟู้ด เปิดตัวสินค้าใหม่กลุ่มเส้นผมในรอบ37ปี
ไบโอฟาร์มฯ ชี้ตลาดยาโรงพยาบาลแข่งขันสูง ปรับแผนธุรกิจมุ่งกลุ่มฟาร์มาฟู้ด เปิดตัวสินค้าใหม่กลุ่มเส้นผมในรอบ37ปี
นายเศกสุข เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ ผู้ดำเนินธุรกิจเวชภัณฑ์และฟาร์มาฟู้ด เปิดเผยว่าปัจจุบันธุรกิจเวชภัณฑ์(ยา)ในช่องทางโรงพยาบาล มีการแข่งขันสูง ที่แม้ว่าจะยังมีความต้องใช้ยาในตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น แต่พบว่ามูลค่าตลาดยาลดลง จาก หลายปัจจัยประกอบกัน อาทิ การผลิตยาภายในประเทศ, วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา หรือ สารตั้งต้นมีราคาถูกลง ส่งผลให้มีการตั้งโรงงานเพื่อผลิตยาเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นต้น ขณะที่เวชภัณฑ์จากต่างประเทศจะใช้กระบวนการนำเข้ามาทำตลาดที่ช้ากว่า
จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทวางแผนภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ ปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยจะมุ่งให้ความสำคัญในกลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์เพื่อการบริโภค(ฟาร์มาฟูด) ล่าสุด เปิดตัวสินค้าอุปโภค-บริโภค(คอนซูเมอร์ โปรดักส์) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมภายใต้แบรนด์ RESTIV(เรสทีฟ) จากประเทศสเปน เพื่อเข้ามาทำคลาดในไทย เป็นครั้งแรกในรอบ 37 ปี หลังดำเนินกิจการในไทย จากก่อนหน้าบริษัททำตลาดในกลุ่มอาหารเสริม และนำผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายแบรนด์ต่างๆ
ทั้งนี้ บริษัทเห็นโอกาสจากตลาดสินค้าส่วนบุคคลสำหรับผู้ชาย(เมน กรูมมิง) โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์รักษาศรีษะมีอัตราเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 20% จากมูลค่าตลาดรวม 400 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดเวชภัณฑ์รักษาศรีษะมูลค่า 200 ล้านบาท และตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสำหรับผู้ชายทั่วไป 400 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์เรสทีฟ จับกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม วางจำหน่ายราคา 1,190 บาท ทำตลาดผ่านช่องทางร้านขายยาทั่วไป และเตรียมแผนเข้าช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่(โมเดิร์นเทรด) ในสิ้นปีนี้ วางเป้ารายได้ปีแรก 70 ล้านบาท และใน2ปีนับจากนี้อยู่ที่ 100 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมทยอยเปิดตัวสินค้านวัตรกรรมใหม่ในกลุ่มสินค้าฟาร์มาฟูด และคอนซูเมอร์ โปรดักส์อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนธุรกิจบริษัทภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ ที่จะขยายการลงทุนใหม่ๆ ในสายการผลิตและเครื่องจักรอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีละ 50 ล้านบาท จากเมื่อ4-5ปีก่อนใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท สำหรับขยายและปรับมาตรฐานการผลิตยาที่ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน(เออีซี)ที่จะเกิดขึ้นในปี2558 และส่งผลให้ตลาดเวชภัณฑ์หรือยาต่างๆ มีการแข่งขันสูง
“บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีด้านเวชภัณฑ์ในประเทศต่างๆ อาทิ จีน, อินเดีย, เยอรมันนี และสเปน เพื่อรับจ้างการผลิตยาพร้อมแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับการทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนด้วย” นายเศกสุข กล่าว
จากแผนดังกล่าวคาดใน3 ปีนับจากนี้ จะส่งผลรายได้ธุรกิจมีการปรับสัดส่วนใหม่ คือ กลุ่มธุรกิจยาโรงพยาบาลอยู่ที่ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60%, ธุรกิจช่องทางร้านขายยา 25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% และกลุ่มฟาร์มาฟูด หรือ คอนซูเมอร์ โปรดักส์ อยู่ที่25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 10% มีผลิตภัณฑ์ยาจำหน่าย กว่า 100 ตำรับ แบ่งสัดส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านโรงพยาบาล 70% และผ่านร้านขายยาชั้นนำ 30% และคาดว่าภายใน 5ปีนับจากนี้ บริษัทจะมีรายได้เติบโตแบบเท่าตัว หรือมากกว่า2,000 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้วางเปี้รายได้ไว้ที่ 1,111 ล้านบาท มีอัตราเติบโตยอดขาย 11%







