
เปิดแผน3ปีเอ็มบีเคทุ่ม6พันล.
ผุดคอนโดมิเนียม-บ้านเดี่ยวเปิดเดอะไนน์หวัง6-7ปีคุ้มทุน
ผุดคอนโดมิเนียม-บ้านเดี่ยวเปิดเดอะไนน์หวัง6-7ปีคุ้มทุน
เอ็ม บี เค เล็งควัก 6,000 ล้านบาท ลุยผุดโครงการอสังหาริมทรัพย์ตลอด 3 ปีจากนี้ พร้อมเทงบ 1,000 ล้านบาท ลุยส่วนต่อขยายโครงการ เดอะไนน์
นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค เปิดเผยว่า นับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจดังกล่าวเป็น 10% ในอีก 2-3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 5%
ทั้งนี้ บริษัทได้มอบหมายให้ บริษัท แพลน เอสเตท รับผิดชอบโครงการ โดยเบื้องต้นจะเริ่มพัฒนาที่ดินที่มีแล้วกว่า 500 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินย่านปทุมธานี 200 ไร่ และภูเก็ต 300 ไร่ คาดว่าจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยว โดยจะเริ่มพัฒนาใน 1-2 ปีจากนี้
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาที่ดินจำนวน 6 ไร่ ในย่านรัชดาฯ ซอย 17 บริเวณด้านหลังธนาคารธนชาต และพื้นที่ 9 ไร่ บริเวณด้านข้างโครงการ “เดอะไนน์” บนถนนพระราม 9 เพื่อต่อยอดธุรกิจโครงการเดอะไนน์ โดยจะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม
สำหรับ โครงการที่รัชดาฯ จะเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียม 20-30 ชั้น จำนวน 400 ยูนิต ราคาขายประมาณ 2.3 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ส่วนโครงการที่บริเวณพระราม 9 จะเป็นคอนโดมิเนียมความสูงไม่เกิน 23 เมตร และมีร้านค้าปลีก เบื้องต้นคาดใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างใน 1-2 ปีจากนี้
จากแผนการขยายธุรกิจดังกล่าวต่อเนื่องตลอด 3 ปี ส่งผลให้บริษัทต้องใช้งบลงทุนเฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท หรือรวม 6,000 ล้านบาท
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว โครงการคอมมูนิตีมอลล์ ภายใต้ชื่อ เดอะ ไนน์ อย่างเป็นทางการ ภายหลังใช้งบลงทุน 1,200 ล้านบาท ซึ่งหลังจากเริ่มเปิดให้บริการไปแล้วพบว่า ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในย่านดังกล่าวเป็นที่น่าพอใจ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นคนต่อวัน มียอดขายใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยที่ 1,600 บาท และหลังเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการคาดว่าจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 14 ล้านบาท ถึงจุดคุ้มทุนใน 6-7 ปี
ขณะที่ภาพรวมรายได้ของบริษัท ในรอบบัญชีปี 2553-2554 ซึ่งได้ปิดบัญชีไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีรายได้ 8,300 ล้านบาท เติบโต 3% และในรอบบัญชีปี 2554-2555 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10%
“แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกนั้นตอนนี้ ต้องยอมรับว่าในอเมริกาและยุโรป มีผลกระทบมากกับธุรกิจโรงแรมของเรา ทำให้ที่ผ่านมาได้เบนเข็มไปทำตลาดในออสเตรียและนิวซีแลนด์แทน ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกไม่ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าเป็นเอเชียจากส่วนใหญ่กลุ่มที่เข้ามาใช้บริการจะเป็นกลุ่มในโซนเอเชียแทน เช่น จีน และอินเดีย” นายสุเวทย์ กล่าว







