posttoday
‘โฆสิต’งงรัฐบาลขาดดุล

‘โฆสิต’งงรัฐบาลขาดดุล

20 กันยายน 2554

แค่3.5แสนล้านดันศก.โต4%ฟันธงหารายได้ไม่ทันจ่ายต้องกู้

แค่3.5แสนล้านดันศก.โต4%ฟันธงหารายได้ไม่ทันจ่ายต้องกู้

โพสต์ทูเดย์ — “โฆสิต” งง รัฐบาลทำงบประมาณปี 2555 ขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท แต่ประมาณการเศรษฐกิจโต 4% คาดปีนี้เศรษฐกิจไทยหดเหลือ 3.6 % ปีหน้าโตแค่ 4 % หวั่นเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป กระทบภาคส่งออก

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้ที่ระดับ 4% ภายใต้สมมติฐานของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และขยายการส่งออกให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10%

“เรายังงงอยู่เหมือนกันว่ารัฐบาลมีแผนใช้เงินมากขนาดนั้น โดยขาดดุลแค่ 3.5 แสนล้านบาท หวังว่าเขาคงจะมีแผนเพิ่มรายได้ เพราะการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้ในระยะสั้นถือว่าไม่อันตรายเพราะเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งระดับหนึ่ง แต่ถ้าทำติดต่อกันนานจะเกิดปัญหาขึ้นเหมือนในยุโรป” นายโฆสิต กล่าว

สาเหตุที่น่าเป็นห่วงเพราะสัดส่วน เงินออมของไทยที่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากที่เคยสูงถึง 2530% ของจีดีพี และหากรัฐบาลหารายได้ไม่ทันรายจ่าย ก็มีแนวโน้มว่าจะต้องกู้เงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ

‘โฆสิต’งงรัฐบาลขาดดุล

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้เพียง 3.6% จากเดิมที่คาดไว้ 4% โดยมีปัจจัยหลักมาจาก เหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น ที่ทำให้การเติบโตในช่วงไตรมาส 2 ชะลอตัว นอกจากนี้ในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศเป็นแรงต้านที่ฉุดให้เศรษฐกิจชะลอต่อเนื่อง

นายโฆสิต กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างประเมินภาพรวมเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายรัฐและภาวะเศรษฐกิจโลกเพื่อทำแผนธุรกิจปีหน้า โดยเบื้องต้นยังคงยึดหลักการเติบโตแบบเกาะติดกับเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่แผนธุรกิจในต่างประเทศจะหันมาให้ความสำคัญกับจีนและอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่จะกระทบต่อภาคส่งออก

นอกจากนี้จะพัฒนาโครงข่ายสาขาในกลุ่มประเทศอาเซียน ให้มีความสามารถในการรองรับการเคลื่อนย้ายทุนระหว่าง 10 ประเทศที่จะเพิ่มขึ้น โดยจะเพิ่มจำนวนบุคลกรและเงินทุนในแต่ละสาขาให้เพียงพอ เพื่อให้บริการทางการเงินและข้อมูลแก่ลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ โดยในต้นปีหน้าธนาคารจะเปิดสาขาในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง ที่จ.สุราบายา

“แผนในปีหน้าเราคงรอดูอีกระยะหนึ่งเพื่อให้วัดระดับเศรษฐกิจได้ชัดเจนนี้ สำหรับปีนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะสินเชื่อโตได้มากกว่าเป้าแล้ว แต่คงต้องดูแลเรื่องเงินฝาก ที่จากนี้คงจะแข่งขันกันหูดับตับไหม้ เพราะแบงก์รัฐเข้ามาแข่งขันมากขึ้น เมื่อเค้กเล็กลงคงแข่งกันสนุก” นายโฆสิต กล่าว

เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้เพียง 3.6 % จากเดิมที่คาดไว้ 4 % โดยมีปัจจัยหลักมาจากเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น ที่ทำให้การเติบโตในช่วงไตรมาสที่ 2 ชะลอตัว นอกจากนี้ในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศเป็นแรงต้านที่ฉุดให้เศรษฐกิจชะลอต่อเนื่อง

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ขณะนี้สินเชื่อของธนาคารเติบโตได้มากกว่าตาม เป้าหมายทั้งปีที่ 8% หรือ 8 หมื่นล้านบาทแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้ดี จากการเริ่มเบิกใช้สินเชื่อเพื่อขยายโรงงานและเข้าซื้อกิจการ ซึ่งเชื่อว่า โอกาสในการเติบโตจะยังมีไปจนถึงสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะไม่มีการปรับเป้าสินเชื่อ เนื่องจากอาจมีการทยอยคืนสินเชื่อบางส่วนเข้ามาเช่นกัน

ขณะที่เงินฝากก็เติบโตได้ตามเป้าที่ 6-8% หรือ 7-8 หมื่นล้านบาท ทำให้ธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D) อยู่ที่ 90% ไม่นับรวมตั๋วบี/อี เพียงพอรองรับการเติบโตของสินเชื่อ ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) อยู่ในระดับต่ำกว่า 3% สำหรับส่วนต่างดอกเบี้ย(NIM)ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.6% จาก 2.9% นั้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีใหม่โดยธนาคารจะรักษาสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่เอาไว้ที่ 40 % ธุรกิจเอสเอ็มอี 30 % ลูกค้าบุคคล 15 % และธุรกิจในต่างประเทศ 15 %

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เชื่อว่าการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในปีนี้มีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 68% ได้ไม่ยาก แม้ว่าจะปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปี 54 ลงมาเหลือ 3.6% จากเดิมที่เคยมองไว้ที่ 4% เนื่องจากช่วงไตรมาส 2/54 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่น ทำให้ GDP ไตรมาส 2/54 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.6% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

อนึ่ง 8 เดือนแรกของปีนี้สินเชื่อของธนาคารขยายตัวแล้วประมาณ 8%

จากแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมที่มีความแข็งแรง เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/54 และไตรมาส 4/54 มีกำลังส่งที่ดี แต่ก็ยังต้องระวังเหตุการณ์ในต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ธนาคารจับตาอยู่ เช่นเดียวกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจนในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภายใต้งบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 55 ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ก็มีความรุนแรงมากกว่าปีก่อน แต่ธนาคารพร้อมจะให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่เน้นไปที่การใช้จ่าย หากมีผลกระทบต่อการออมในขณะที่สินเชื่อขยายตัวได้ดี อาจจะทำให้การแข่งขันชิงเงินฝากของระบบสถาบันการเงินมีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในขณะนี้ธนาคารรัฐได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่ง BBL ตั้งเป้าเงินฝากขยายตัว 6% ในปีนี้หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 78 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากให้มีความเหมาะสม แต่ก็ยอมรับว่าครึ่งปีหลังมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นที่จะทำให้ NIM ลดลงจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 2.6%

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร BBL กล่าวว่า เป้าหมายสินเชื่อในปีนี้เติบโต 68% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 8 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ เพราะขณะนี้สินเชื่อของธนาคารเติบโตได้สูงกว่านั้นแล้ว ขณะนี้จึงต้องหันมาดูแลสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก(Loan to Deposit ratio)ให้เพียงพอกับการเติบโตของสินเชื่อ

"ปีนี้เรา maintain เป้าสินเชื่อไม่เกิน 8% ภาคธุรกิจยังขยายตัวเพิ่มเติมได้ ช่วงที่ผ่านมาสินเชื่อรายใหญ่ รายกลาง บุคคลขยายตัวทุกประเภท ตอนนี้เราต้องดูแลที่จะต้องมีเงินฝากให้เพียงพอกับการทำงานของเรา"นายโฆสิต กล่าว

ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างรอดูความชัดเจนของปัจจัยภายในประเทศไปพร้อมกับการติดตามสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐที่อยู่ระหว่างการตบแต่งมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ประกาศหลักการออกมา ทั้งการแทรกแซงตลาดและการกระจายสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายตามนโยบายที่วางไว้ เป้าหมายของการใช้จ่ายภายใต้งบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท และผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมที่มีความรุนแรง

"ใช้จ่ายเยอะไม่มีปัญหาถ้าไม่ได้ทำติดต่อกันนาน แต่เมื่อไหร่ที่เข้าไปจัดการกับกลไกตลาด มันมีผลข้างเคียงอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้หน้าตารายละเอียด แต่เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่น่าห่วงเพราะปัจจัยภายในยังดีอยู่ แม้ว่าช่วงไตรมาส 2 จะเสียวลาไปบ้าง แต่ตอนนี้รถยนต์เดินหน้าเต็มที่...น้ำท่วมก็ยังต้องรอดู ระยะหลังปัจจัยจากภัยธรรมชาติมีความสำคัญ ปีนี้แรงขึ้น อาจจะมากกว่าปีก่อน ๆ"นายโฆสิต กล่าว

นายโฆสิต ยอมรับว่าเป็นห่วงมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐที่ระบุว่าจะเน้นการใช้จ่ายในประเทศ เพราะหากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อการออมของประเทศก็จะทำให้มีปัญหามาก เพราะขณะนี้อัตราการออมค่อนข้างต่ำกว่าระดับเหมาะสมที่ควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 25% แล้วยิ่งหากรายได้ของภาครัฐไม่ทันกับภาระหนี้ที่ก่อก็จะเกิดผลกระทบมาก

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ BBL กล่าวว่า ขณะนี้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของธนาคารไม่รวมตั๋วแลกเงิน(BE) อยู่ที่ประมาณ 90% ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ(NIM)ในขณะนี้อยู่ที่ 2.6% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 2.72.8% เนื่องจากการแข่งขันด้านเงินฝากที่รุนแรงขึ้น ซึ่งธนาคารจะพยายามรักษาระดับสัดส่วนทั้งสองประเภทไว้ แม้จะยอมรับว่าครึ่งปีหลังแรงกดดันที่จะทำให้ NIM ลดลงมีเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนในปีหน้า ธนาคารมีเป้าหมายจะเติบโตไปในระดับใกล้เคียงกับ GDP ที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 4% ซึ่งถือว่าเข้าสู่ระดับปกติ พร้อมกันนั้นจะมีการวางแผนงานใหญ่ที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ในปี 58 โดยเฉพาะความสามารถของสาขาต่างประเทศและบุคลากร แต่ก็จะยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจในประเทศพร้อมกันไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ธนาคารจะให้ความสำคัญมากขึ้นหลังจากมีความชัดเจนในการวางบุคลิกของธนาคารในส่วนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้

นายโฆสิต กล่าวว่า เราเห็นมานานแล้วว่าเสาหลักเศรษฐกิจโลกจะหันมาสู่เอเชีย เพราะเศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ปีหน้าแผนงานใหญ่ของธนาคารคือการเตรียมพร้อมรับมือ AEC ด้วยการขยายความสามารถของสาขาในต่างประเทศให้มีขอบเขตการทำงานมากขึ้น มีบุคลากรที่มีความสามารถ มีทุนเพียงพอ ซึ่งสาขาในอาเซียนจะต้องสามารถสนับสนุนและให้ข้อมูลสำหรับนักธุรกิจในประเทศนั้น ๆที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และนักธุรกิจไทยที่ต้องการออกไปลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียน

"ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเรามองว่ามีความสำคัญสูง ซึ่งจะทำให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เรามีโครงข่ายสาขาในอาเซียนที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องปรับปรุงสถานที่ เตรียมบุคลากรให้พร้อมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก"นายโฆสิต กล่าว

ปัจจุบัน ธนาคารมีสาขาต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย 5 สาขา เวียดนาม 2 สาขา อินโดนีเซียกำลังเปิดสาขาที่ 2

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI