
ตลท.วอนเพิ่มเคลียริงฟันด์
2 พันล้านรับมือเสี่ยงไม่ไหวเล็งขอโบรกเกอร์จ่ายมากขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์ เผย เคลียริงฟันด์ที่มีอยู่ 2,000 ล้านบาท ไม่พอกับความเสี่ยงมากขึ้น เล็งขอเพิ่มจากโบรกเกอร์
นายบดินทร์ อูนากูล รองผู้จัดการ สายงานบริการหลังการซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเงินกองทุนทดแทนความเสียหายในระบบชำระราคาและส่งมอบ (เคลียริงฟันด์) ที่มีอยู่จำนวน 2,000 ล้านบาทนั้น ถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายในปัจจุบัน เฉลี่ยประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อวัน บางวันการซื้อขายหนาแน่นสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น เคลียริงฟันด์ที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอรองรับความเสี่ยง เพราะสินค้าในตลาดทุนขณะนี้มีความเสี่ยงมากขึ้น
“ยอมรับว่าขนาดกองทุนที่มีอยู่เพียงพอ สำหรับการรองรับการซื้อขายที่เกิดความผิดพลาดสำหรับสมาชิกของตลาดเพียง 12 รายเท่านั้น แต่ที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยเกิดปัญหาในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนหลายๆ ราย” นายบดินทร์ กล่าว
ขนาดของเงินกองทุนดังกล่าวของตลาดหุ้นไทย มีขนาดเล็กกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค แต่ในตลาดดังกล่าว มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นกว่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น ขนาดของเงินกองทุนดังกล่าว ควรมีขนาดเท่ากับปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดนั้นๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้ในการจะเพิ่มขนาดกองทุนให้มากขนาดนั้น เนื่องจากจะเป็นภาระกับการเรียกเงินสมทบจากสมาชิก (โบรกเกอร์) มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์มีแนวคิดว่า ควรจะเรียกเก็บเพิ่มจากโบรกเกอร์ แต่จะเป็นเท่าไหร่อย่างไรนั้น คงจะต้องมีการหารืออีกครั้งหนึ่ง โดยปัจจุบันเงินเหล่านี้มาจากการเรียกเก็บจากโบรกเกอร์ตามสัดส่วนของมูลค่าการซื้อขาย
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคม บริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า เคลียริงฟันด์ที่มีอยู่ในขณะนี้ ถือว่าเพียงพอรองรับกับธุรกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ในกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มธุรกรรมหรือขยายตัวต่อไป เช่น การมีอาเซียนลิงก์เกจ อาจมีความจำเป็นจะต้องพิจารณาเรียกเก็บเพิ่มจากโบรกเกอร์ ซึ่งควรมีการศึกษาและติดตาม แต่เห็นว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน
นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ยังได้กล่าวถึงความเข้มข้นของการดูแลสินเชื่อเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) ในขณะนี้ว่า ไม่ได้มีความเป็นห่วงหรือมีข้อกังวลใดๆ แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะผันผวน เนื่องจากโบรกเกอร์ที่ได้ให้บริการสินเชื่อดังกล่าว มีการบริหารจัดการที่ดีอยู่แล้ว และทั้งระบบมีมาร์จินโลนไม่ได้สูงเพียงกว่า 2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม อาจมีการเพิ่มมาร์จินในส่วนของสินค้าทางด้านอนุพันธ์มากกว่า โดยเฉพาะโกลด์ฟิวเจอร์ส เนื่องจากราคาทองคำมีการเหวี่ยงตัว จึงเห็นควรให้มีการเพิ่มเงินมาร์จิน ซึ่งมาร์จินที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายไม่มาก เพราะขนาดของมูลค่าสัญญาใหญ่ขึ้น







