
'ไพลินทร์'ชูวิสัยทัศน์ ปตท.โตยั่งยืน4ล้านล้าน
การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือซีอีโอ
การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือซีอีโอ
บริษัท ปตท. คนที่ 7 ของ “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” ถือเป็นความท้าทายในการนำ ปตท.ก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน หลังจากที่ผ่านมาจัดได้ว่า ปตท.เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีทิศทางการบริหารที่ขยายตัวต่อเนื่อง มีมูลค่าตลาด 2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 25% ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีรายได้ระดับ 2 ล้านล้านบาท ในปี 2553 จนทำให้ปี 2553 ติดอันดับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกลำดับที่ 128 ใน Fortune Global 500
ในโอกาสนั่งตำแหน่งซีอีโอ ปตท.อย่างเป็นทางการ ไพรินทร์ ได้เล่าถึงวิสัยทัศน์ที่จะนำพาองค์กรขนาดใหญ่แห่งนี้ให้โตอย่างยั่งยืนต่อไป ภายใต้กรอบแนวคิดและหลักการบริหารจากนี้ ปตท.จะไปในทิศทางไหน
ไพรินทร์ บอกว่า หลักการทำธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ได้เน้นเรื่องกำไรขาดทุนเหมือนก่อน แต่ทุกวันนี้บริษัทขนาดใหญ่ทุกแห่งจะให้ความสำคัญกับการเติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนของ ปตท.จากนี้ไปจะต้องมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ความยั่งยืนทางธุรกิจในฐานะที่เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้นการประกอบธุรกิจยังต้องคำนึงถึงผลตอบแทนการลงทุน
2.การเป็นรัฐวิสาหกิจจะต้องให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการบริหารงาน และการยอมรับตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ตลอดจนมองในเรื่องคุณภาพการให้บริการมากกว่า คงไม่มีใครไปสนใจว่าการรถไฟฯ ขาดทุนเท่าไหร่ หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำไรเท่าไหร่ ซึ่ง ปตท.มีหลักธรรมาภิบาลที่ดี แต่จะต้องทำให้เกิดการยอมรับกับธุรกิจที่ทำอยู่ ไม่เช่นนั้นกลุ่มเอ็นจีโอจะเกาะอยู่บนหลัง คอยเช็กตลอดว่าผิดตรงไหนบ้าง
3.การทำธุรกิจของ ปตท.อยู่บนฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นจะต้องทำให้ชุมชนเห็นด้วยและยอมรับ เพราะมีทั้งโครงการขุดบ่อน้ำมัน ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า อย่ามองเรื่องกำไรขาดทุนอย่างเดียว เหมือนกับการจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตอนนี้ไม่เกี่ยวกับกำไรขาดทุน แต่ต้องทำให้ทุกคนยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม ถ้า ปตท.จะเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องตอบโจทย์ 3 ข้อนี้ให้ได้ อย่าไปน้อยใจว่ากำไรเท่านั้นเท่านี้ แต่ต้องไปจ่ายอีกแบบหนึ่ง เพราะ ปตท.คือรัฐวิสาหกิจ มีหมวกหลายใบต้องสวม ต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ จะใช้ยุทธศาสตร์การบริหารงานที่เคยเสนอไว้ เมื่อครั้งแสดงวิสัยทัศน์ในการสมัครแข่งขันตำหน่งซีอีโอ ปตท. คือ Big Long Strong หรือใหญ่ ยาว แข็ง แต่ขณะนี้อาจจะต้องเพิ่มในเรื่อง ทน ด้วย โดยใช้หลักของตรีสดมภ์ คือ 3 เสา ทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน องค์กรต้องมีขนาดใหญ่ ความแข็งแรงคือคุณสมบัติภายใน ซึ่งหมายถึงระบบ ขณะเดียวกัน ปตท.มีเทคโนโลยี มีบุคลากรที่ดี จะอยู่ได้กันอย่างยั่งยืน
ไพรินทร์ ย้ำว่า “ผมไม่ได้สัญญากับคณะกรรมการ ปตท.ว่าจะทำให้บริษัทโตกี่เปอร์เซ็นต์ การโตกี่เปอร์เซ็นต์มันเป็นผล ไม่ใช่เหตุ แต่เราทำเหตุให้ดี ผลก็จะมาเอง ผมขอยกตัวอย่าง ถ้าเราสร้างหอไอเฟลหรือหอเอนปิซาที่ระดับความสูงเท่านี้ แต่เราจะสร้างพีระมิดที่ขอบความสูงที่เท่ากัน การสร้างพีระมิดมันยากกว่า แต่ฐานมันจะแข็งมั่นคง แต่หอเอนปิซาเมื่อโตขึ้นหรือสูงขึ้นไปอีก มีโอกาสล้มลง แต่พีระมิดไม่มีวันล้ม เหมือนกับการสร้างองค์กร เพราะฉะนั้นเราพยายามสร้างองค์กรให้ครบทั้งสามด้าน ความสูงของพีระมิดเป็นผลไม่ใช่เหตุ แต่ถ้าเราพยายามสร้างฐานให้มั่นคงจะดีกว่า และสูงขึ้นอย่างยั่งยืน”
สำหรับเป้าหมายที่จะนำ ปตท.ติดใน 100 อันดับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ของ Fortune Global 500 นั้น ถ้าฐานมั่นคงองค์กรจะไปได้เอง ดีกว่าเติบโตเร็ว แต่พอมีวิกฤตแล้วร่วงลงมาเร็ว เติบโตแบบไหนจะดีกว่ากัน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ ปตท.อยู่บนฐานของทรัพยากร แต่ปัจจุบันทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด มีปริมาณลดลงทุกวัน จากนี้ไปอย่าทำธุรกิจบนฐานเดิม แต่ต้องถอยลงมาชั้นหนึ่ง โดยมองที่ฐานเทคโนโลยี ใช้ความรู้ผสมผสาน ซึ่งจากนี้ไปจะต้องนำเทคโนโลยี หรือคอนเซปต์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ให้มากขึ้น เหมือนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศเกาหลี ประกาศว่าจะไม่ขายอะไรที่ไม่มีองค์ประกอบของเทคโนโลยีและรักษาสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ จะมีโอกาสได้เห็นการเติบโตของ ปตท.เหมือนในช่วงที่ผ่านมาอย่างไรนั้น ไพรินทร์ บอกว่าเชื่อโอกาสมันมีเสมอ อยู่ที่จะไขว่คว้าได้หรือเปล่า และต้องยอมรับว่าการเติบโตของ ปตท.เป็นฝีมือของผู้ว่าการคนก่อนๆ ฝีมือรุ่นพี่ๆ ที่ทำกันมา ส่วนความโชคดีที่เป็นแรงผลักดันมีสัดส่วนแค่ 20% เท่านั้น เก่งมากกว่าเฮง โดยได้รับปากกับซีอีโอคนก่อนว่า จะนำพา ปตท.สร้างมูลค่าตลาดให้ได้ 4 ล้านล้านบาทในช่วงที่บริหารงาน
กรณีแรงเสียดทานทางการเมือง ในฐานะที่ ปตท.มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงาน ไพรินทร์ บอกว่า “ผมเป็นเอ็มดีตั้งแต่อายุ 33 ปี ซึ่งบริษัทมหาชนทั่วไปก็มีแรงเสียดทานทั้งนั้น อาจจะมีการเมืองเข้ามาบ้าง มาในรูปแบบไหน หากเป็นบริษัทประเภทอื่น ก็มีปัจจัยอื่นเข้ามาได้เช่นกัน เป็นความจริงของชีวิต เพราะเราเป็นผู้บริหาร ดังนั้นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อบริหาร”
ส่วนนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานที่ยังต้องเข้ามาช่วยรับภาระทั้ง ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เคยตอบคำถามกับคณะกรรมการสรรหาซีอีโอไว้ว่า เรื่องนี้ ปตท.ไม่ใช่คู่กรณีกับรัฐบาล แม้ ปตท.จะแบกขาดทุนอยู่ปีละ 1 หมื่นล้านบาท แต่กรณีนี้รัฐบาลกำลังเป็นคู่กรณีกับประชาชนทั้งหมด
สิ่งที่ต้องยอมรับคือก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมด ที่ ปตท.ทำทุกวันนี้เหมือนกับโค่นต้นสักทองมาเผาเป็นฟืน เพียงแต่ว่า ในกรณีนี้ ปตท.เป็นฝ่ายขาดทุนเท่านั้นเอง เพราะคนจ้างตัดต้นสักลืมจ่ายค่าจ้าง ทั้งนี้รัฐบาลเริ่มมีแนวคิดที่จะให้ทยอยลอยตัวราคาก๊าซแล้ว ซึ่งมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ พลังงานทั้งหลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าตั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่เหมาะสมเมื่อไหร่จะเกิดการสิ้นเปลืองและบิดเบือนอย่างมโหฬาร
อนาคต ปตท.จากนี้ไป ยังคงเดินตามแผนงานที่ได้มีการจัดทำไว้แล้ว จะเน้นการขยายธุรกิจในต่างประเทศ เพราะมีโอกาสเติบโตได้ดี โดยกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้มีทั้งการสร้างขึ้นมาเอง การเทกโอเวอร์เข้าซื้อกิจการ และการไปร่วมลงทุนในต่างประเทศ ซึ่ง “ไพรินทร์” เชื่อว่าปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีสำหรับ ปตท.







