
ยุโรป-มะกันซบยาว10ปี
ผู้ดีเตือนซบยาวหากไร้แรงหนุนโลก-หวั่นฟื้นกีดกันการค้า
ผู้ดีเตือนซบยาวหากไร้แรงหนุนโลก-หวั่นฟื้นกีดกันการค้า
อดีตนายกฯ อังกฤษ เตือนหนี้ยุโรปแรงกว่าที่คาด แก้ยากถ้าไม่ร่วมมือกันทั้งโลก ขณะที่อียูเลื่อนให้เงินกู้กรีซไปเดือนหน้า ขอจับตาพฤติกรรมการคลังก่อน
กอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้กล่าวในเวทีประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่เมืองต้าเหลียน ว่า ยุโรปและสหรัฐจะเผชิญการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างซบเซา และปัญหาการว่างงานที่พุ่งสูงยืดเยื้อนานถึง 10 ปี หากยังไม่มีการออกมาตรการร่วมกันทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาหนี้ในกลุ่มยูโรโซนโดยเร็ว
“คุณไม่สามารถแก้ปัญหายุโรปได้ ตราบใดที่ไม่เข้าใจว่านี่คือปัญหาของภาคธนาคาร ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจ การไร้ศักยภาพที่จะหลุดพ้นจากภาวะถดถอย และยังเป็นปัญหาด้านการคลังอีกด้วย” บราวน์ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีคลังมานาน 10 ปี กล่าว และย้ำว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ควรแก้ไขด้วยการเห็นชอบร่วมกันจากทั่วโลกว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอย่างไรดี
บราวน์ กล่าวด้วยว่า ท้ายที่สุดแล้วผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวก็จะนำไปสู่การปกป้องทางการค้าครั้งใหญ่ตามมา
ทางด้านประธานสหภาพยุโรป (อียู) ฌอง โคลด จุงเกอร์ ได้กล่าวภายหลังการหารือช่วงเช้าระหว่างบรรดารัฐมนตรีคลังเพื่อแก้ปัญหาหนี้ยุโรปที่ประเทศโปแลนด์ ว่า อียูตัดสินใจที่จะเลื่อนการพิจารณาเงินกู้ช่วยเหลือกรีซงวดต่อไป 8,000 ล้านยูโร ออกไปจนถึงเดือน ต.ค. เพื่อดูว่ากรีซสามารถปฏิรูปแผนการเงินการคลังได้ตามที่รับปากหรือไม่
จุงเกอร์ กล่าวว่า สมาชิกในกลุ่มยูโรโซนต่างก็ตระหนักดีถึงความพยายามของรัฐบาลกรีซที่ดำเนินการมาตลอดปีที่ผ่านมา แต่การดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องให้เป็นผลสำเร็จอย่างแท้จริงนั้น ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ประธานอียู กล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีคลังของกรีซ อีแวนเจโล เวนิเซลอส ได้ย้ำถึงคำมั่นสัญญาของกรีซที่จะดำเนินความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจและการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งทางอียูก็รู้สึกยินดีและหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นการดำเนินการเป็นผลสำเร็จ
ทั้งนี้ บรรดารัฐมนตรีคลังของยุโรป รวมถึง ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ร่วมประชุมการแก้ปัญหาหนี้ยุโรปที่ประเทศโปแลนด์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ขุนคลังสหรัฐเข้าร่วมถกปัญหาหนี้ยุโรปเพื่อช่วยหาทางออกร่วมกัน และจะเสนอให้ใช้กองทุนส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (EFS) วงเงิน 4.4 แสนล้านยูโร ที่ตั้งขึ้นเมื่อกลางปีที่แล้วในการออกเงินกู้ฉุกเฉิน เหมือนกับที่สหรัฐเคยทำมาแล้วเพื่อกระตุ้นสินเชื่อในวิกฤตภาคการเงินเมื่อ 3 ปีก่อน







