
ทางออกของเหล็กไทยในภาวะโลกร้อน (ตอน 1)
ผลจากภาวะโลกร้อน ทำให้อุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจกถูกจับตามองเป็นพิเศษ
ผลจากภาวะโลกร้อน ทำให้อุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจกถูกจับตามองเป็นพิเศษ
โดย..สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน
โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มักกล่าวถึงก็คือ “อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า”
ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วจะพบว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 3 รองจากเคมีภัณฑ์และซีเมนต์ จึงอยู่ในเป้าหมายแรกๆ ของการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไม่ต้องสงสัย
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย โดยคาดการณ์ได้จาก (1) โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า เป็นต้น (2) การเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างรวดเร็วในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา และ (3) การกำหนดแผนในการสร้างโรงถลุงเหล็กในประเทศไทย ล้วนสะท้อนให้เห็นความต้องการบริโภคสินค้าเหล็กและเหล็กกล้าที่มากขึ้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาในตลาดการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ในปี 2553 มีความต้องการเหล็กและเหล็กกล้าจากไทยในตลาดโลกถึง 1,493,912,595 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม (ร้อยละ 11.4) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 7.39) และมาเลเซีย (ร้อยละ 7.38)
โดยประเทศที่นำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าจากไทยมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย นำเข้าร้อยละ 7 หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 115,280,405 เหรียญสหรัฐ รองมาคือ จีนและฮ่องกง ร้อยละ 6.89 และสิงคโปร์ร้อยละ 6.51 (ดังตาราง)
สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าในเชิงการค้า และการเป็นปัจจัยของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังรับแรงกดดันทั้งจากเวทีโลก อันเนื่องมาจากผลการเจรจาโลกร้อน ที่แม้ว่ายังไม่ได้ข้อยุติในสาระสำคัญ แต่ผลของการประชุมก็มีข้อตกลงที่อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมของไทย ได้แก่ การกำหนดให้มีแผนการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศสมาชิก หรือ NAMA การยกระดับการรายงานผลและข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ และยังรวมถึงแนวโน้มในการร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขา (Sectoral Approach) ในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในการผลิตเข้มข้น
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากมาตรการของประเทศคู่ค้าที่พยายามผลักดันเอาเรื่องโลกร้อนมาเป็นอุปสรรคทางการค้า หรือเพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าเพิ่มระดับความเข้มงวดด้านมาตรการโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดในประเทศ และแรงกดดันจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศ ล้วนกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขัน และการลงทุนระหว่างประเทศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทางออกของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของไทยในภาวะโลกร้อน คือ การปรับตัวอย่างเหมาะสมและ “ค่อยเป็นค่อยไป” ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งในการตั้งรับกับมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการในการเก็บภาษีจากสินค้าที่กระบวนการผลิตก่อให้เกิดคาร์บอน (Carbon Tax Adjustment) รวมถึงการปรับตัวโดยพิจารณาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการส่งเสริมและพัฒนาแนวทางในการแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจก
ในสัปดาห์หน้ามาติดตามกันต่อว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ใดบ้างที่กำลังได้รับความสนใจในการเป็นทางออกเพื่อก่อให้เกิดการปรับตัวในอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของไทยอยู่ในขณะนี้







