
ธปท.ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอสั่งแบงก์ระวังหนี้เน่า
หลังจากมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มที่จะเข้าสู่ภาวะการทรงตัว
หลังจากมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มที่จะเข้าสู่ภาวะการทรงตัว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มที่จะเข้าสู่ภาวะการทรงตัว จากปัญหารุมเร้าทั้งเงินเฟ้อ ภัยธรรมชาติที่ถล่มเกือบทุกซีกโลก และเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจของโลก อย่าง สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เริ่มมีภาพที่ชัดเจนว่าจะไม่ฟื้นตัว ตามคำคุยของผู้นำประเทศมหาอำนาจ ที่ได้ใช้การอัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจแบบอัดเท่าไรก็ถมไม่เต็ม
สิ่งที่จะตามมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็คือ ผลกระทบจะเริ่มข้ามฝั่งมายังประเทศในกลุ่มเอเชีย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียก่อน จากนั้นก็จะลามไปทำให้สถาบันการเงินอ่อนแอตามมา
เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ส่งหนังสือไปยังสถาบันการเงินทุกแห่งอย่างเงียบๆ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญเรื่องความกังวลต่อปัญหาหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทุกประเภท
พิมพา ถาวรายุศม์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. ได้ออกประกาศสั่งการให้สถาบันการเงินทุกแห่ง ให้ความสำคัญในการตรวจสอบการให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ อาทิ บุคคลที่ศาลสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ บุคคลที่ถูกฟ้องบังคับชำระหนี้และไม่มีทรัพย์สินพอที่จะยึดมาชำระหนี้ บุคคลที่มีฐานะการเงินไม่มั่นคง หรือมีความสามารถในการหารายได้ต่ำจนไม่น่าเชื่อว่าจะชำระหนี้ได้ บุคคลที่ไม่ปรากฏว่าประกอบธุรกิจแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ได้ประกอบธุรกิจจริงจัง และไม่ปรากฏว่ามีรายได้เพียงพอที่ชำระหนี้ได้ เป็นต้น
ดังนั้น ธปท.จึงขอให้สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับคนกลุ่มนี้มากขึ้น และให้สถาบันการเงินต้องพิจารณาหรือวิเคราะห์สินเชื่อให้รอบคอบมากขึ้น ถ้าจะให้กู้แก่บุคคลเหล่านี้ ต้องมีผู้ค้ำประกันหรือมีหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเหมาะสมมาค้ำประกันสินเชื่อด้วย โดยให้ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2554 เป็นต้นไป
ประกาศดังกล่าวเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อที่เข้าข่ายว่า จะมีลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ โดย ธปท.ต้องการให้สถาบันการเงินระมัดระวังรอบคอบการปล่อยกู้สินเชื่อกลุ่มนี้มากขึ้น เพื่อจะได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับการให้สินเชื่อแก่บุคคลที่มีพฤติการณ์ที่ไม่อาจจะชำระหนี้ได้ หรือชำระหนี้ได้ยากให้ชัดเจนก่อนจะให้กู้
นอกจากนี้ ต้องการให้สถาบันการเงินต้องมีการบริหารและดูแลความเสี่ยงที่ชัดเจนในเรื่องเอกสารหลักฐานของลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน ระมัดระวังไม่ให้เกิดการนำเอกสารหลักฐานของบุคคลอื่นมาขอหรือค้ำประกันสินเชื่อ และเพื่อไม่ให้เป็นสินเชื่อที่ประเมินราคาหลักทรัพย์ค้ำประกันเกิดมูลค่าที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม หาก ธปท.พบว่าสถาบันการเงินใดปล่อยสินเชื่อที่ส่อว่าจะเรียกคืนไม่ได้ อันอาจจะเกิดความเสี่ยงต่อสถาบันการเงินได้ในอนาคต ธปท.อาจจะสั่งให้สถาบันการเงินกันเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรืออาจจะสั่งให้แก้ไขหรือระงับการให้สินเชื่อดังกล่าวก็เป็นได้
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า หลักเกณฑ์ของ ธปท.จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังด้านความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารหลายแห่งมีการใช้กลยุทธ์รีไฟแนนซ์เพื่อดึงลูกค้าที่มีปัญหาเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าความเสี่ยงของสินเชื่อรายย่อยในระบบปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
“ปัจจุบันธนาคารทุกแห่งก็เข้มงวดกันอยู่แล้ว เรามีการเช็กประวัติลูกค้าผ่านเครดิตบูโร นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบภายในอีกครั้งด้วย ซึ่งหากพบว่าลูกค้ามีตำหนิ เช่น เคยถูกฟ้องล้มละลายหรือผิดนัดชำระ ด้วยเห็นผลที่ไม่ควร ก็จะไม่ปล่อยกู้แน่นอน เพราะโอกาสในการผิดนัดชำระมีสูง” ฐากร กล่าว
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทยเปิดเผยว่า การสั่งการให้ระมัดระวังในการปล่อยกู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายต่างระมัดระวังอยู่แล้ว และบริหารความเสี่ยงด้วยความระมัดระวัง
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็งมาก ส่วนใหญ่มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่า 8.5% ที่ ธปท.กำหนดและมีการสำรองหนี้สงสัยจะสูญเกิน 100% แทบทั้งสิ้น จึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างไร







