
5 มิติรากเหง้า...ปัญหาน้ำท่วม
ปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายในพื้นที่ลุ่มน้ำถึง 41 จังหวัด จาก 3 เหตุการณ์
ปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายในพื้นที่ลุ่มน้ำถึง 41 จังหวัด จาก 3 เหตุการณ์
โดย..สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน
คือ อิทธิพลจากพายุนกเตน ร่องมรสุม และน้ำล้นตลิ่ง สร้างความเสียหายแก่ประชาชนถึง 1,183,223 ครัวเรือน (4,261,111 คน) ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นยังมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมาก เนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนที่ยังตกต่อเนื่อง ปัญหาน้ำท่วมจึงกลายเป็น “วิกฤตระดับชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
ความจริงแล้วปัญหาน้ำท่วมนั้นเราเรียนรู้จะอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สังเกตจากการสร้างบ้านเรือนไทย “ใต้ถุนสูง” ที่เกิดจากภูมิปัญญาในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ หากแต่ปัญหาอยู่ที่ภาวะน้ำท่วมที่มีอย่าง “ซ้ำซาก” ยาวนาน และรุนแรงมากขึ้นจนสร้างความเสียหายเกินกว่าความสามารถของคนในพื้นที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงอาจพิจารณาได้ 5 มิติ คือ
มิติแรก คือ ปัจจัย “ปัญหาโลกร้อน” ที่ส่งผลให้ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงกระทบต่อการกำหนดฤดูการเพาะปลูก ภาวะอากาศที่แปรปรวนจนทำให้พายุมีความรุนแรงมากขึ้น ฝนตกหนักขึ้น ยาวนานมากขึ้น และส่งผลให้ในบางพื้นที่ประสบภาวะน้ำท่วมอย่างหนัก ซึ่งปัญหาโลกร้อนนี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกชาติกำลังเจรจาร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่ในปัจุบัน แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนทั้งในการแก้ไข แต่ก็สะท้อนถึงการ “รับรู้” และ “ความตระหนัก” ถึงปัญหาอยู่ในขณะนี้
มิติที่สอง ปัจจัยจากการตัดไม้ทำลายป่า ถือว่าเป็นปัญหาดั้งเดิมที่พูดกันทุกปีเมื่อน้ำท่วม แต่เชื่อหรือไม่ว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าไม้หายไปถึงร้อยละ 22.61 หรือราว 50,121.35 ตร.กม. เท่ากับว่าเราต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อันเป็นแหล่งกักเก็บน้ำโดยธรรมชาติราวปีละ 1,253 ตร.กม. ซึ่งการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต้นน้ำที่ไม่สามารถสะสมน้ำไว้ในฤดูแล้ง และไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ในฤดูฝน จึงกลายเป็นรากเหง้าของปัญหาน้ำท่วมอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ
มิติที่สาม ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำสาธารณะ หรือ “แก้มลิง” จากการขยายพื้นที่เพาะปลูกมารุกล้ำพื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ทำให้ขอบเขตของพื้นที่รองรับน้ำน้อยลงไป
มิติที่สี่ ปัญหาการวางผังการพัฒนาเมืองโดยขาดการศึกษาเส้นทางการไหลของน้ำ ดังเช่นกรณี “น้ำท่วมหาดใหญ่” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากผังเมืองที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ประกอบกับมีการสร้างถนนและทางรถไฟขวางเส้นทางน้ำ จนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นบทเรียนให้หลายจังหวัดในการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องของระบบนิเวศทางธรรมชาติและผังเมือง
มิติสุดท้าย คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบ “ตัวใครตัวมัน” แต่ละจังหวัดต่างดำเนินการป้องกันน้ำท่วมโดยขาดการเชื่อมโยงในกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกัน เช่น กรณีการสร้างกำแพงคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมบริเวณริมตลิ่งในพื้นที่เขตเมืองนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นอันดับแรก คือ ทัศนียภาพที่สูญเสียไปตลอดกาล ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำท้องถิ่นที่อาศัยบริเวณริมตลิ่ง และปัญหาสำคัญ คือ กระแสน้ำที่ไหลจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยขาด “การแบ่งเบาภาระการรับน้ำ” ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลมามีมากกว่าความสามารถในการรองรับเดิมของแต่ละพื้นที่ที่จะป้องกันหรือเตรียมการได้ทันท่วงที
ทั้ง 5 มิตินี้ คือรากเหง้าปัญหาที่ทำให้น้ำยังคงท่วมอยู่ซ้ำซาก ทางออกที่อยากเสนอแนะในการแก้ปัญหาระยะยาว คือ การแก้ปัญหาที่รากเหง้าทั้งหมด ส่วนในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาในขณะนี้ขอเสนอ 4 แนวทาง คือ
(1) การแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดจากทั้ง 3 น้ำ คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ร่วมมือกันดำเนินการวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น การระบายน้ำออกโดยเร็ว การจัดเตรียมพื้นที่รับน้ำ และการเตรียมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นต้น
(2) การตั้งศูนย์ข้อมูลแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยมีทั้งข้อมูลดาวเทียมแสดงพื้นที่น้ำท่วม ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(3) การตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยหน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถดำเนินการช่วยเหลือในปัจจัย 4 คือ ที่พัก ยา เสื้อผ้า และอาหาร อย่างทันท่วงที และเพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งการวางแผนจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอนาคต
สุดท้ายคือ การจัดการไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังในพื้นที่นานเกินไป เพราะจริงๆ แล้วน้ำท่วมอาจไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า “น้ำท่วมนานแค่ไหน” เพราะยิ่งท่วมนานนอกจากประชาชนจะยากจนเพราะข้าวในนาเสียหายแล้ว จะมาอดตายเพราะไม่สามารถทำนาได้ในปีหน้าอีก นี่แหละครับปัญหาใหญ่!







