
ทีเวปโค้ดแคมป์ ปั้นนักพัมนาซอฟต์แวร์ลุยตลาดโลก
ความพยายามในการสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของประเทศไทยตลอดช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา
ความพยายามในการสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของประเทศไทยตลอดช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ความพยายามในการสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของประเทศไทยตลอดช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการผลิตบัณฑิตออกมาป้อนตลาดมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ที่จะมองแค่ในประเทศไม่ได้แล้ว ต้องมองถึงความต้องการของตลาดโลก ซึ่งหากมีการผลักดันที่มากพอ โอกาสที่ประเทศไทยจะขึ้นเป็นศูนย์กลาง หรือฮับในด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง และงานนี้ต้องบอกว่าจะรอหวังพึ่งแต่หน่วยงานราชการดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่ดูจะขัดกับธรรมชาติของความเป็นไอทีที่ต้องการความรวดเร็ว
ดังนั้น ทางภาคเอกชนเองจึงมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้ง “บริษัท พัฒนาอุทยานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย หรือทีเซป” www.tcep.co.th ขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ และซอฟต์แวร์ก็เป็นหนึ่งในสาขาที่ทีเซปให้การสนับสนุน โดยแปรมาเป็นโครงการทีเซป โค้ด แคมป์
ประยูร ดำรงชิตานนท์ กรรมการผู้จัดการของทีเซป เปิดเผยว่า ทีเซปเน้นการพัฒนาบุคลากร และต้องผลักดันให้ออกมาเป็นผู้ประกอบการที่สามารถสร้างสรรค์งานได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่ออกมาเป็นลูกจ้างหรือพนักงานบริษัทเท่านั้น งานนี้ทีเซปตั้งเป้าว่าจะต้องสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ใน 6 แอพพลิเคชันที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และมีแนวโน้มต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ
“เรามี 6 หลักสูตร ที่จะอบรมภายใน 2 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป และเป้าหมายคือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 6,000 คน จะต้องเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เขียนโปรแกรมได้เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจตลาดและเขียนโปรแกรมออกมาได้ตรงกับที่ตลาดต้องการ นั่นคือต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องด้วย” ประยูร กล่าว
เนนิน อนันต์บัญชาชัย หนึ่งในวิทยากรที่จะอบรมนักพัฒนาในโครงการนี้ กล่าวว่า 6 หลักสูตร ประกอบด้วย 1.อบรมพัฒนาโปรแกรมบนอุปกรณ์มือถือวินโดวส์โฟน 2.อบรมพัฒนาเกมด้วยเอ็กซ์เอ็นเอบนคอมพิวเตอร์ เอ็กซ์บอกซ์ 360 วินโดวส์โฟน 7 3.อบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 4.อบรมพัฒนาซอฟต์แวร์ไอโอเอสบนไอโฟนและไอแพด 5.อบรมพัฒนาซอฟต์แวร์บนแอนดรอยด์ และ 6.อบรมพัฒนาซอฟต์แวร์บนแชร์พอยต์
โครงการของทีเซปจะอบรมตั้งแต่พื้นฐานการพัฒนา และวิธีการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ก่อนจะออกมาสู่ตลาดว่าทำได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นไม่ได้สอนแค่วิธีทำ แต่สอนวิธีคิด แนะแนวทางว่าโปรแกรมอย่างไรให้ออกมาขายได้ นั่นคือการปลูกฝังให้นักพัฒนาทุกคนเป็นผู้ประกอบการที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่มาอบรมให้ทำเป็นเท่านั้น
ทั้งนี้ โดยปกติบุคลากรไทยมีความโดดเด่นเรื่องความคิดสร้างสรรค์อยู่แล้ว แต่ขาดแนวทางที่จะทำให้เกิดผลในเชิงรูปธรรม ดังนั้นสุดท้ายคนมีความสามารถเหล่านี้จึงไปเป็นนักพัฒนาโปรแกรมในบริษัทต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ความจริงแล้วโอกาสในการสร้างสรรค์งานดีๆ ป้อนตลาดโลกมีอยู่มากมาย
สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยและนักพัฒนาไทยมีโอกาสสูงมากนั่นคือ ปัจจุบันตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดยุโรปมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนสูง โดยเฉพาะต้นทุนด้านคน ดังนั้นงานส่วนใหญ่จึงได้รับการโอนถ่ายมาเอเชีย และงานด้านซอฟต์แวร์ เช่น เกมบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซอฟต์แวร์มือถือ ยังไม่มีประเทศที่เป็นฮับอย่างชัดเจน มีบางประเทศพยายามผลักดัน เช่น สิงคโปร์ แต่ก็มีข้อจำกัดทั้งเรื่องจำนวนคนและความคิดสร้างสรรค์ แต่ไทยสามารถทำได้
“อันดับแรก คือ ต้องสร้างทีมขนาดเล็ก 37 คนในการพัฒนาผลงาน ทำให้มีความคล่องตัว ต้นทุนต่ำ พัฒนาซอฟต์แวร์บนแท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟน ที่สามารถทำได้ทั้งบนไอโอเอสของไอโฟนและไอแพด หรือทำบนแอนดรอยด์ก็ได้ มีตลาดรอรับอยู่แล้ว” เนนิน กล่าว
ตัวอย่างหนึ่ง คือ เกมบนคอมพิวเตอร์ที่สามารถพัฒนาได้ และมีช่องทางออนไลน์สำหรับจำหน่ายได้ทั่วโลกอยู่แล้ว สิ่งที่จำเป็นคือเกมที่มีคุณภาพ เล่นแล้วสนุก หรือหากมองเป็นเกมบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็เป็นอีกช่องทางที่กำลังได้รับความนิยม ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้ยินดีจ่ายเงินในเกมบนโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วกว่า 50 ล้านบาทต่อเดือน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย
นั่นเป็นเพียงอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมเท่านั้น ยังไม่นับรวมถึงซอฟต์แวร์ด้านอื่นๆ ที่เห็นกระแสการโยกย้ายงานมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการรับเอาต์ซอร์สงานแล้ว การผลิตผลงานเพื่อนำเสนอไปยังบริษัทขนาดใหญ่ก็เป็นหนทางที่ดี แต่นั่นหมายความว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยต้องเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเอง งานนี้ไม่ต้องรอถึงเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียน เพราะโลกของซอฟต์แวร์นั้นไร้พรมแดนอยู่แล้ว
โครงการทีเซป โค้ด แคมป์ ปีแรกตั้งเป้าสร้างนักพัฒนาที่จะเป็นผู้ประกอบการของตัวเองจำนวน 6,000 คน ซึ่งคาดว่าจะมี 600 คนที่สามารถตั้งบริษัทเป็นของตัวเองได้จริง เป้าต่อมาคือจะมี 60 คนที่มีผลงานออกสู่ตลาด และสุดท้ายจะมี 6 คนที่ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จัก อาจจะดูเหมือนน้อย แต่นี่คือจุดเริ่มต้น เพราะความต้องการที่แท้จริงมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว







