
กฏเหล็กสวล.อสังหาฯเดือดรัฐ-เอกชน-ภาคประชาชน
การจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ยังคงเป็นขวากหนามสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์
การจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ยังคงเป็นขวากหนามสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์
โดยปมปัญหาที่เอกชนวิพากษ์สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ก็ดุเดือดไม่ต่างจากเดิม เป็นเหตุผลให้คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องรอบใหม่
แน่นอนว่างานนี้กลายเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอกชนโจมตีจุดอ่อนสำคัญของกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นการพิจารณาตามดุลพินิจของกรรมการ ที่เอกชนล้วนมองว่าใช้ความคิดเห็นส่วนบุคคลพิจารณามากกว่าใช้หลักเกณฑ์ทางวิชาการ
ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม กลายเป็นจำเลยที่ทำให้เกิดความล่าช้า ในการยื่นขออีไอเอและมีผลให้เกิดความเสียหายต่อการลงทุนในหลายๆ โครงการ โดย อธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศุภาลัย หนึ่งในผู้ร่วมฟังสัมมนากล่าวว่า ผู้ประกอบการพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องรู้ให้ชัดเจนว่าควรทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นผู้ประกอบการเลี่ยงกฎหมาย
“เกณฑ์การพิจารณาเกินกว่า 90% ของเนื้อหา ไม่ควรอาศัยดุลพินิจเพราะจะทำให้ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งบางครั้งคณะกรรมการชุดนี้พิจารณาแบบหนึ่ง พอเอกชนทำตามยื่นไปใหม่ เจอกับคณะกรรมการชุดใหม่ก็ไม่เอาแบบเก่า เอาของใหม่ การยื่น สวล.จึงใช้เวลานานกว่า 6 เดือน จึงจะเรียบร้อย”
นอกจากนี้ กรณีที่ สผ.เคยมีแนวคิดจะให้ผู้ประกอบการยื่นอีไอเอก่อนซื้อที่ดิน เพื่อลดความเสียหายของทั้งฝั่งผู้ประกอบการเองและผู้บริโภค แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้ที่จะยื่นอีไอเอบนที่ดินแปลงนั้นๆ ได้จะต้องเป็นเจ้าของโฉนด ดังนั้น แนวคิดนี้จึงเป็นไปยาก
ขณะที่ฝั่ง สันติ บุญประคับ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวยอมรับว่า ได้รับข้อร้องเรียนจากหน่วยงานเอกชนจำนวนมาก ในส่วนของเกณฑ์การพิจารณาที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างเสนอให้จัดทำเกณฑ์พิจารณาสิ่งแวดล้อมออกเป็นคู่มือ พร้อมคืนอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดูแลแทน สผ.
หากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว และประชาชนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงก็พร้อมโอนถ่ายหน้าที่ เพราะปัจจุบัน สผ.มีภาระหน้าที่จำนวนมาก โดยเฉพาะมองว่ามีโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก เช่น โครงการภาคอุตสาหกรรมที่ สผ.ควรเข้าไปดูแลมากกว่าผลกระทบเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
ส่วนกรณีบังลม บังแดด และบังวิวที่ประชาชนในบางพื้นที่ได้ร้องเรียนว่า โครงการคอนโดมิเนียมเกิดใหม่เข้ามาบดบังทัศนียภาพโครงการที่อยู่อาศัยเดิมนั้น ในบทบาทของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมต้องมองถึงผลกระทบที่มีต่อชุมชนที่อยู่เดิมด้วย แต่คงต้องพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของข้อร้องเรียน และทั้งเจ้าของโครงการและชุมชนเดิมคงต้องหาทางออกร่วมกัน
สำหรับประเด็นเรื่องความล่าช้า สผ.ได้ปรับเงื่อนเวลาให้เร็วขึ้นแล้ว โดยให้ยื่นได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่เกิน 45 วัน และครั้งที่ 2 ไม่เกิน 30 วัน หลังจากนั้นหากยังไม่ผ่านก็ให้จัดทำรายงานใหม่ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการยอมที่จะให้ผ่านอีไอเอก่อนขายจะเป็นผลดีกว่า โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่นิยมยื่น สวล.ควบคู่กับการขาย เมื่อล่าช้างานก่อสร้างไม่เป็นตามกำหนดก็กระทบต่อผู้บริโภค
ด้าน สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า หลายโครงการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาโครงการในแบบที่ดูคล้ายกับการเลี่ยงกฎหมาย เช่น อาคารตั้งแต่ 1 หมื่น ตร.ม.ขึ้นไป ต้องยื่น สวล. แต่บางโครงการเลี่ยงทำ 9,900 ตร.ม. หรือบางศูนย์การค้าอยู่ในพื้นที่ห้ามสร้างอาคารเกิน 1,000 ตร.ม. ก็เลี่ยงสร้าง 990 ตร.ม.
นอกจากแรงเสียดทานระหว่างคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมกับผู้ประกอบการแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรงด้วยคือ กฎหมายสิ่งแวดล้อมกำหนดให้เจ้าของคอนโดมิเนียม ต้องส่งมอบรายงานสิ่งแวดล้อมให้กับนิติบุคคล ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในโครงการนั้นๆ ไปทำตามรายงานดังกล่าว
หากไม่ทำตามรายงานถือว่าผิดกฎหมาย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเอาผิดได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ โดย มนเธียร สร้อยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ได้ส่งมอบคู่มือรายงานสวล.ฯ ให้กับนิติบุคคลแล้ว แต่โครงการต่างๆ จะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ เป็นหน้าที่ของนิติบุคคลนั้นๆ
จำเนียร ดุริยประณีต รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่การเคหะฯ ก็ถูกเข้มเรื่องกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อยทำได้ยาก เพราะเกณฑ์สิ่งแวดล้อมส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
จากหลากหลายมุมมองความคิดเห็นทั้งภาคเอกชน และภาครัฐอย่างสผ.ที่เริ่มมองว่างานสิ่งแวดล้อมโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายประเด็นเป็นภาระเกินกว่าที่สผ.จะแบกรับไหว ในท้ายที่สุด นายสนธิ คชวัฒน์ อนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วุฒิสภา จึงเสนอว่า รัฐบาลควรจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลสิ่งแวดล้อมในส่วนของที่อยู่อาศัยขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ทุกปัญหา
นับจากนี้ คงต้องจับตาดูว่า ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร ในปมปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม







