
การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล...
บทความตอนที่แล้วได้พูดถึงการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
บทความตอนที่แล้วได้พูดถึงการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดย..กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
บทความต่อไปนี้จะเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งต้องปรับโครงสร้างพร้อมๆ กันไปกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม
2.การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลก็คล้ายๆ กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เสียภาษีเงินได้น้อย (หลายบริษัทได้รับประโยชน์จากสิทธิภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี) และมีนิติบุคคลที่อยู่นอกระบบทำบัญชี 2 เล่ม และไม่อยากเสียภาษี การลดภาษีจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้น ดังนั้นการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องทำควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปพร้อมกัน โดยผมมีข้อเสนอเพื่อพิจารณา 7 ข้อดังนี้
2.1.ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและยกเลิกการเก็บภาษีเงินปันผลและผลได้จากทุน (Capital Gain) โดยเริ่มจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อน รวมทั้งเก็บภาษีเงินได้บริษัท BOI ดังที่ได้กล่าวมาในบทความฉบับที่แล้วว่า การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% และ 20% นั้น ภาษีสมบูรณ์ของไทยก็จะสูงกว่าสิงคโปร์และฮ่องกงอยู่ดี จึงน่าจะพิจารณาปรับลดภาษีเงินได้ เงินปันผล โดยการยกเว้นทั้งกรณีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอันรวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้ ผลที่ได้จากทุน Capital Gain โดยอาจเริ่มจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อน เพื่อจะให้สอดคล้องกับนโยบายการให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น เพราะหากไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจแล้ว กิจการก็ไม่อยากจะเข้าไปจดทะเบียน เพราะมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างมากมาย การส่งเสริมเช่นนี้ก็จะทำให้ตลาดทุนเข้มแข็งและมีบริษัทเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น รวมทั้งกรณีการลดสิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีเงินได้ BOI โดยอาจเก็บในอัตราต่ำกว่าปกติ เช่น เริ่มจาก 10% ก่อน ก็จะทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากธุรกิจใหม่ ไม่กระทบสิทธิ BOI เดิม
2.2.การหักค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสังคม หรือตามนโยบายพิเศษ การหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา หรือความรับผิดชอบต่อสังคม และการลงทุนใหม่ โดยลักษณะการที่ให้เอกชนมีบทบาทส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมและการศึกษา เช่น การหักค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา (R.D.) (ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่ แต่มีเงื่อนไขมาก) หรือการนำค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสังคมให้มากกว่า 2% ของรายรับ ทั้งนี้เพื่อให้เอกชนมีบทบาทในการพัฒนาสังคม แข่งขัน แบ่งปันการเรียนรู้ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขและวิธีการที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะปัจจุบันการให้รัฐบาลเข้าไปส่งเสริมธุรกิจในเชิงลึก หรือลงทุนเพื่อยกระดับการศึกษาของประชาชนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมก็ยังขาดประสิทธิภาพ การให้เอกชนมีบทบาทในการส่งเสริมและมีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) ให้มีบทบาทอย่างแท้จริง รวมตลอดถึงการให้หักค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราพิเศษสำหรับการขยายการลงทุนใหม่ในธุรกิจที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย เช่น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะช่วยบริษัทเอกชน นิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีอีกด้วย สำหรับบริษัท BOI อาจไม่ยกเว้นภาษีเงินได้ แต่ให้หักรายจ่ายบางอย่างตามนโยบาย เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการฝึกอบรมคนไทยหรือค่าใช้จ่ายที่จ่ายในประเทศไทยในบางเรื่องให้มากกว่าอัตราปกติหรืออัตราเร่ง เพื่อให้ภาษีสุทธิอาจจะอยู่ในอัตราที่ยอมรับได้ เช่น 1020% โดยในระยะแรกบริษัทหลายแห่งอาจแทบไม่ต้องเสียภาษีก็ได้
2.3.การแก้ไขเรื่องภาษีของการควบกิจการ รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้จาก Capital Gain ของบริษัท การใช้ผลขาดทุนของบริษัทควบกิจการได้ รวมทั้งการให้กลุ่มบริษัทสามารถยื่นเสียภาษีรวมได้โดยบริษัทในเครือ
2.4.การกำหนดมาตรฐานทางบัญชีภาษีอากรและมาตรฐานทางบัญชีให้สอดคล้องกัน
2.5.กำหนดให้บริษัทที่เสียภาษีเงินได้หรือมีกำไรเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิในการยื่นประมูลงานของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจได้ โดยขึ้นอยู่กับประเภทของงานและผลกำไรต่อรายรับอันจะส่งผลให้บริษัททำงบการเงินที่ตรงไปตรงมาและโปร่งใสเพื่อรับงานจากหน่วยงานของรัฐ เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง ป.ป.ช. ได้ออกประกาศใหม่ให้ผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบรายการแยกต่างหาก หากเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจวงเงิน 5 แสนบาท ซึ่งจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งผมจะได้นำมาเล่าให้ผู้อ่านฟังต่อไปครับ
2.6.ลดอัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้อยู่ในอัตราเดียวกันและมีกลไกการคืนภาษีที่รวดเร็ว
2.7.เพิ่มมาตรการนิรโทษกรรมของนิติบุคคลก่อนใช้กฎหมายใหม่และต้องมีโทษที่รุนแรง หากยังคงพบว่ามีการหนีภาษีกรณีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา







