
หม่อมเต่าเชียร์ตั้งกองทุนมั่งคั่ง
หม่อมเต่าแนะแบ่งเงินสำรองฯ 10% ตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯแต่คนตัดสินใจลงทุนต้องไม่มาจากนักการเมือง
หม่อมเต่าแนะแบ่งเงินสำรองฯ 10% ตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯแต่คนตัดสินใจลงทุนต้องไม่มาจากนักการเมือง
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวแสดงความเห็นกับแนวคิดของรัฐบาลในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติว่า ปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีกว่า 200,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่นำไปลงทุนเป็นเงินฝากและพันธบัตรในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ดอกเบี้ยเงินฝากเหลือเพียง 0.3% ขณะที่ความจำเป็นที่จะต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศในจำนวนที่สูงเหมือนอดีตน้อยลง ดังนั้น เห็นว่าควรนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแต่ต้องมีเงื่อนไข
"ผมก็เห็นด้วยกับท่าน(รมว.คลัง)เพราะที่ผ่านมาเราซื้อตราสารทุนก็เจ๊ง ตราสารหนี้ก็เคยเจ๊ง ประเด็น คือ เงินทุนสำรองนี้ ไม่ใช่เงินของใคร เป็นเงินของประเทศ ไม่ใช่ของแบงก์ชาติ และ ไม่ใช่เงินของผู้ชนะการเลือกตั้ง ฉะนั้น การทำอะไรต้องคำนึงถึงส่วนรวม ดังนั้น กลไกการตัดสินในการลงทุนของกองทุน จะต้องมีตัวแทนจาก ธปท. ผ่านกลไกทางสังคม ให้มีผู้ร่วมตัดสินใจ แต่ไม่ใช่นักการเมือง" ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว
ทั้งนี้ เคยเสนอแนวคิดการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวฯต่อรัฐบาลชุดก่อน ทั้งนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่อาจจะจัดสรรเงินสำรองระหว่างประเทศเพียง 10% หรืออย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปลงทุน กำหนดโครงสร้างกรรมการให้สมดุล โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 2 คน กระทรวงการคลัง 2 คน และผู้แทนจากสำนักงบประมาณ และผู้แทนจากภาคเอกชน และมีการบริหารจัดการลงทุนโดยหาผู้มีประสบการณ์ เป็นมืออาชีพเข้ามา เพราะธปท.ไม่มีประสบการณ์ของการลงทุนในตราสารทุนต่างๆ
นอกจากนี้อาจจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ธปท. หรือออกเป็นกฎหมายใหม่ รองรับการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เพราะกฎหมายของแบงก์ชาติเขียนไว้เป็นการเฉพาะว่าการนำทุนสำรองไปลงทุนจะต้องให้มีเสถียรภาพ ไม่ได้เขียนเรื่องการพัฒนา จึงไม่สามารถซื้อตราสารทุนได้ นอกจากนี้ ต้องกำหนดแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนโดยยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก







